เตรียมพร้อมสู่การตลาด 4.0

เตรียมพร้อมสู่การตลาด 4.0
Share on facebook
Share on twitter
Share on pinterest

      หลายคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการการตลาด อาจจะไม่คุ้นเคยกับ Marketing 4.0 หรือการตลาด 4.0 แต่คุ้นเคยกับ Thailand 4.0 ที่กำลังโปรโมทกันอย่างแพร่หลายแทน อย่างที่ทราบกันว่า Thailand 4.0 คือรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย ซึ่งเน้นหนักทางนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตสินค้า เพื่อนำมาขับเคลื่อนธุรกิจและบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีความเกี่ยวข้องกันกับการตลาด 4.0 ที่นำเทคโนโลยีมาใช้เช่นกัน และหากคุณเป็นพ่อค้าแม่ขายทั้งในโลกออนไลน์และห้างร้านควรจะรู้จักและคุ้นเคยกับคำนี้เอาไว้เพื่อก้าวทันโลกธุรกิจ

(ขอบคุณภาพจาก http://thaiembdc.org)

      Marketing 4.0 หรือการตลาด 4.0 นั้นได้รับการพูดถึงจากหนังสือ Marketing 4.0 ของ Philip Kotler เจ้าพ่อแห่งการตลาดชื่อดัง ก่อนหน้านี้เริ่มตั้งแต่ 1.0 ที่เน้นไปทางสินค้าและผลิตภัณฑ์ ต้องออกมาดี มีคุณภาพ ต่อมาเป็น 2.0 เน้นที่ผู้บริโภค เช่น ลูกค้าเป้าหมายชอบอะไร สนใจอะไรเป็นเศษ มาถึง 3.0 เน้นที่มนุษย์ มองลูกค้าเป้าหมายเป็นมนุษย์คนหนึ่งมีความต้องการเพิ่มเติมที่พ่วงมากับความจำเป็น หากมีบริการที่ดีกว่ามากโดยที่เสียเงินเพิ่มเพียงเล็กน้อยก็ยินดีที่จะจ่ายส่วนต่างนั้น และปัจจุบันคือ 4.0 เน้นที่การนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย โดยเฉพาะการสื่อสาร

      เทคโนโลยีกับการตลาด 4.0

      ปัจจุบันการสื่อสารผ่านโลกอินเตอร์เน็ตสามารถทำได้อย่างง่ายดาย ทุกวันเรากำลังสื่อสารกับผู้คนทั่วโลก ผ่านเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นต่างๆ มีหลายแบรนด์ที่ปรับตัวจากมีแค่หน้าร้านเพิ่มเป็นแพลทฟอร์มออนไลน์ แอพพลิเคชั่นใหม่ๆที่อำนวยความสะดวกให้เรามากขึ้น เช่น Netflix ที่มาเปลี่ยนประสบการณ์ดูหนังของเรา จากที่ต้องไปดูในโรงหนังหรือรอดูซีรีส์ตอนดึกๆ เพียงแค่สมัครเป็นสมาชิก เราก็นั่งดูหนังอยู่บ้านชิลๆได้แล้ว Grab ที่พาเราไปส่งทุกที่ ไม่ต้องไปง้อแท็กซี่ให้อารมณ์เสีย แถมเดี๋ยวนี้ยังมีบริการส่งอาหารอีกด้วย และอื่นๆ อีกมากมายที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากเทคโนโลยีแทบทั้งนั้น

      ในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยของเรา จะมีบทบาทการซื้อของกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น เพราะเกิดมาในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาพอดี เชี่ยวชาญในการใช้ช่องทางการสื่อสารต่างๆ จึงเป็นผู้ที่ทดลองหรือริเริ่มอะไรใหม่ๆ รู้ทันกระแสและเหตุการณ์ที่กำลังโด่งดังกันอยู่ เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ควรจะคำนึงถึงเรื่องการลงทุนอีกเป้าหมายหนึ่ง สำหรับผู้สูงอายุก็ไม่แพ้กัน เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้อายุยืนยาวขึ้นทั้งมาจากการรักษาโยคและยาปฎิชีวนะ และอัตราการเกิดมีน้อยกว่าอัตราการเสียชีวิต จึงทำให้มีผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก ในปัจจุบันกำลังซื้อของผู้สูงอายุเองก็มีไม่น้อย หากไม่ได้ซื้อเองก็จะมีลูกหลานคอยซื้อไปให้ กลุ่มเป้าหมายนี้จึงน่าลงทุนไม่แพ้กัน และกลุ่มเป้าหมายสุดท้ายคือ กลุ่มผู้ใช้งานในอินเตอร์เน็ต ทั้งนักรีวิว นักวิจารณ์ เพจต่างๆ ที่คอยซื้อของหรือเข้ารับบริการแล้วนำไปเขียนรีวิว ไปสร้างคอนเทนต์ ซึ่งเราอาจจะไม่ได้ขายให้กลุ่มนี้โดยตรง เมื่อพวกเขาซื้อสินค้าหรือได้รับบริการที่ดีก็จะนำไปรีวิวต่อ ซึ่งทำให้พวกเขาเป็นคนกระตุ้นให้ผู้ติดตามของพวกเขามาซื้อสินค้าของเราให้มากขึ้น

      พฤติกรรมการตลาด 5A’s

เมื่อเราสินค้าและบริการแล้วได้รับความรู้สึกที่ดี เราก็ใช้เทคโนโลยีในการบอกต่อโดยผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ ยุคก่อนเราจะบอกได้แค่ครอบครัวและคนรู้จัก การเดินไปบอกคนที่ไม่ได้รู้จักมักจี่ว่าสินค้าตัวนี้ดีไม่ดี ควรจะใช้ต่อหรือโยนทิ้งไปก็เป็นเรื่องไม่ควร แต่ตอนนี้จนเกิดเป็นพฤติกรรมการตลาดแบบใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า 5A’s

(รูปที่ 5.2 Mapping the Customer Path throughout the Five A’s
จากหนังสือ Marketing 4.0 โดย Philip Kotler, Hermawan Kartajaya,
Iwan Setiawan)

1) Aware อยู่ในช่วงโปรโมท เพื่อให้ลูกค้ารับรู้ว่ามีแบรนด์ของเราอยู่บนโลกนี้

2) Appeal ทำให้ลูกค้าสนใจในแบรนด์ของเรา ต้องการสินค้าและบริการจากแบรนด์ของเรามากกว่าเมื่อเทียบกับเจ้าอื่น

3) Ask เมื่อต้องการแล้ว ก็อยากจะรู้เรื่องอื่นตามมา เช่น สินค้าจะมีคุณภาพรึเปล่า ซื้อจากที่ไหนถูกกว่า โดยจะถามครอบครัว เพื่อน คนรู้จัก รวมถึงค้นหาจากเว็บไซต์ของแบรนด์และเว็บไซต์อื่นๆ

4) Act การตัดสินใจซื้อหรือเข้ารับการบริการ ซึ่งการตลาดยุคเก่าจะจบที่ตรงนี้ เพราะถือว่าปิดการขายได้แล้ว แต่การตลาด 4.0 จะมีเพิ่มในข้อต่อไป

5) Advocate พฤติกรรมสุดท้ายคือการบอกต่อ ลูกค้าที่จงรักภักดีในแบรนด์จะไม่เพียงแต่ซื้อสินค้านั้นไปตลอด แต่ยังแนะนำสินค้านั้นให้คนอื่นอีกเป็นทอดๆ จะเป็นการแนะนำแบบปากต่อปาก จนไปถึงการรีวิวในโลกออนไลน์ที่มีเทคโนโลยีช่วยในการสื่อสารเป็นสำคัญ ยิ่งมีหลายคนรีวิว คนก็อยากใช้ตามมากขึ้น แม้ว่าเราจะไม่ได้รู้จักกับคนที่รีวิวก็ตาม

พฤติกรรมการตลาดนี้อาจไม่เรียงตามลำดับ สลับไปมา หรืออาจจะข้ามขั้นตอนไปเลยก็ได้ เช่น เราไปเจอหนังสือที่แนะนำจากเฟซบุคเพจแล้วเกิดความสนใจจึงกดปุ่มซื้อที่เลยที่หน้าเฟซบุคเพจนั้น จะเรียงจาก Advocate > Appeal > Act

สร้างความผูกพันกับลูกค้าแบบการตลาด 4.0

1. ทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ การตลาดในปัจจุบันมีแค่หน้าร้านยังไม่พอ เพราะเดี๋ยวนี้ผู้คนชอบซื้อผ่านอินเตอร์เน็ต การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายต้องรวมช่องทางออนไลน์ไว้ด้วย บางคนอยากทราบรายละเอียด กดค้นหาไม่กี่คลิกก็เจอ บางคนสนใจอยากลอง อยากใช้สินค้า เพียงจิ้มไม่กี่ครั้งก็ได้สินค้านั้นมาครอบครอง ไม่ต้องขับรถเสียค่าน้ำมันไปดูถึงหน้าร้าน บางคนเพิ่งทราบว่ามีสินค้าตัวนี้ก็เมื่อดาราศิลปินที่ชื่นชอบมารีวิวในเพจเฟซบุค ด้วยความชื่นชอบก็ไปซื้อมาใช้ตาม อยากได้สะดวกกว่านั้นก็ผ่านแอพพลิเคชั่น ซึ่งเป็นแพลทฟอร์มที่ง่ายต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้นอีก และยังมีแพลทฟอร์ม E-Commerce ที่มีแคมเปญลดราคา ค่าส่งฟรี โปรโมชั่นเพียบ เช่น Shopee, Lazada, Zalora ฯลฯ

2. เชื่อมหน้าร้านกับเว็บเพจเข้าด้วยกัน สินค้าบางอย่าง เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า รถยนต์ หรือแม้แต่เสื้อผ้า รองเท้า ลูกค้าจะสนใจอยากมาดูสินค้าจริงด้วยตัวเอง อาจเพราะกลัวได้ไม่ตรงสเปกที่เลือกไว้ ขนาดไม่ตรงไซส์มาตรฐาน สีเพี้ยนจากสีจริง บางคนก็ชอบที่จะเลือกสินค้าหน้าร้านมากกว่า ได้หยิบได้จับได้สัมผัสของจริงแล้วมีแรงจูงใจในการซื้อมากกว่าแม้ว่าจะมีเว็บไซต์ที่ให้รายละเอียดไว้แล้วก็ตาม ลูกค้าบางรายก็เน้นเรื่องราคาเป็นหลัก ซื้อที่ไหนถูกจะซื้อที่นั่น มาถึงหน้าร้านแล้วแต่ในเว็บดันจัดโปรโมชั่นพอดี ก็กดซื้อในเว็บทั้งที่ยืนอยู่หน้าร้านนั่นแหละ จึงเป็นเหตุผลว่าเราควรจะเชื่อมโยงทั้งหน้าร้านและเว็บเพจเข้าด้วยกันเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละประเภท

3. สร้างประสบการณ์เสมือนจริง หลายแบรนด์เริ่มใช้เทคโนโลยีสำหรับเรื่องนี้มากขึ้น เพราะคิดว่าแค่หน้าร้านหรือออนไลน์ยังไม่พอที่จะสร้างความผูกพันให้ลูกค้าได้ การสร้างประสบการณ์ใหม่ก็เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่ดีอีกหนึ่งอย่าง เพื่อช่วยให้ลูกค้าจดจำเราไปได้ตลอด ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์เสื้อผ้าสร้างแอพพลิเคชั่นจำลองการใส่จริง ให้เรากรอกข้อมูลสัดส่วนของเราและลองเสื้อผ้าแบรนด์นั้น ว่าใส่แล้วพอดีตัวหรือไม่ สีดูจืดชืดหรือฉูดฉาดเกินไปไหม แบรนด์เครื่องสำอางออกแบบแอพพลิเคชั่นที่เราสามารถใช้เครื่องสำอางแบรนด์นั้นระบายบนหน้าของเราดูก่อนจะตัดสินใจซื้อได้ แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ก็มีแอพพลิเคชั่นจำลองสินค้าจริงว่าเมื่ออยู่ในบ้านเราจะเป็นอย่างไร ใหญ่เกินไปรึเปล่า สีเข้ากับผนังบ้านไหม แม้แต่แบรนด์อุปกรณ์กีฬาชนิดต่างๆ ก็ได้จำลองการเล่นกีฬาโดยใช้อุปกรณ์นั้นๆ รุ่นนี้หนักหรือเบา จับถนัดมือไหม ลองเล่นแล้วชอบรึเปล่า

4. เปิดรับความคิดเห็น อย่างที่กล่าวมาข้างต้น การบอกต่อ การรีวิว การวิจารณ์เกิดขึ้นในวงกว้างผ่านโซเชียลมีเดีย ในฐานะผู้ประกอบการควรจะเปิดรับทุกความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นในด้านดีหรือไม่ดี ถ้าความคิดเห็นในด้านดี ก็ยิ่งกระตุ้นให้คนสนใจ แต่ถึงเป็นความเห็นในด้านที่ไม่ดี ก็ยังดีกว่าสินค้าที่ไม่มีความคิดเห็นเลย นอกจากนี้เรายังสามารถพัฒนาสินค้าได้ตรงจุดเพราะได้รับความคิดเห็นในด้านการปรับปรุงจากลูกค้าอีกด้วย จากประสบการณ์ตรงของเรา เคยซื้อเครื่องสำอางตามบล็อกเกอร์คนหนึ่งโดยที่เราไม่เคยไปดูของจริง ไม่เคยสัมผัสเนื้อครีม ไม่เคยเห็นสีจริง พอได้มาเราคิดว่าทุกอย่างดีแต่สีมันเข้มไป หลังจากนั้นเครื่องสำอางชิ้นไหนที่บล็อกเกอร์คนนั้นบอกว่าสีอ่อน เราซื้อตามแทบจะทุกอย่างเลย เพราะเราคิดว่าเป็นสีที่พอดีกับเรา

แบรนด์ควรสร้างช่องทางการติดต่อกับลูกค้า จากเว็บไซต์ของแบรนด์โดยตรง จากเว็บเพจของแบรนด์ จากทวิตเตอร์ของแบรนด์ หรือจากตัวแทนการขาย เช่น Sephora ร้านขายเครื่องสำอางชื่อดัง เว็บไซต์จะมีช่องทางสนทนาให้ลูกค้าได้ถาม-ตอบปัญหาและข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวสินค้า หรือรายละเอียดที่ไม่ได้มีในเว็บไซต์ ปัญหาส่วนตัวที่เกี่ยวกับเครื่องสำอางหรือการแต่งหน้า จึงดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาในเว็บไซต์มากขึ้น อีกหนึ่งแบรนด์ที่ใช้โซเชียลมีเดียติดต่อกับลูกค้าได้ดีก็เห็นจะเป็น KFC ร้านขายไก่ทอดชื่อดัง เฟซบุคเพจของไทยได้มีการอัพเดตโปรโมชั่นและสินค้าใหม่อยู่เสมอ ทำให้มีคนมาแสดงความคิดเห็นอยู่เป็นประจำ จะเป็นความเห็นด้านบวกหรือความเห็นกวนประสาท แอดมินก็ตอกกลับไปได้อยู่หมัด แถมยังตบท้ายเกือบทุกครั้งว่าให้มาลองกินไก่ทอดที่ร้านดูสักครั้ง เมื่อมีลูกค้าอยากมาแสดงความคิดเห็นมากขึ้นเท่าไร ไม่ว่าจะอยากให้ปรับปรุงเรื่องอาหารบริการหรืออยากต่อปากต่อคำกับแอดมินก็ตามแต่ ก็จะดึงดูดลูกค้าเข้ามาในเพจมากขึ้น ได้เห็นสินค้าของแบรนด์ทุกวัน

5. เทคนิค WOW เป็นความรู้สึกดีเยี่ยมหรือสิ่งที่ไม่ได้คาดหวังจากสินค้าและบริการนั้นๆ เป็นประสบการณ์ตรงเมื่อตอนเด็ก เราไปเดินห้างสรรพสินค้าโซนของเล่น เจอของเล่นชิ้นหนึ่งอยากได้มากและกำลังลดราคา แม่บอกให้เราเก็บตังค์ ซึ่งเราก็มีความพยายามมาก เราเก็บจนครบและกลับไปที่โซนของเล่นอีกครั้ง หยิบของเล่นไปจ่ายเงินทันที และต้องทำหน้าหงอยเมื่อพนักงานบอกว่าเวลาโปรโมชั่นหมดลงแล้ว ซึ่งเราจะได้ของเล่นชิ้นนั้นไปครอบครองเมื่อเราจ่ายในราคาปกติ แต่เหมือนฟ้ามาโปรด ผู้จัดการแผนกเดินมาและแก้ราคาของเล่นให้เราเป็นราคาที่ลดแล้ว หลังจากนั้นเราก็ไปซื้อของเล่นจากห้างสรรพสินค้านั้นตลอดมา

การตลาดในยุคสมัยนี้เน้นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคให้มากขึ้นจากช่องทางต่างๆ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ยุคก่อนที่ว่าสินค้าดีก็ขายได้ อยู่ได้ด้วยตัวมันเองแล้ว แต่ปัจจุบันสินค้าบางตัวไม่ได้ถึงกับดีเยี่ยมก็ทำกำไรให้ผู้ประกอบการเป็นกอบเป็นกำ ยุคนี้เป็นยุคของข้อมูล ใครมีข้อมูลมากก็ชนะ พอมีข้อมูลมีรายเอียดก็จะดึงดูดคนเข้ามาอ่าน เข้ามาเผยแพร่ข้อมูลนั้น แล้วจึงเกิดการซื้อขายไปจนถึงการบอกต่อ หากเราเริ่มตั้งแต่สินค้าดีจนทำให้ลูกค้าซื้อและบอกต่อกันไปได้เรื่อยๆ จึงจะเป็นความสำเร็จของการตลาด 4.0

Share this post with your friends

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *