Lookalike Audience คืออะไร ทำไม Facebook ต้องใช้

Lookalike Audience คืออะไร โฆษณา Facebook ต้องใช้
Share on facebook
Share on twitter
Share on pinterest

คนที่ทำโฆษณา Facebook หลายคนต่างหาช่องทางที่จะเพิ่มลูกค้าเพื่อให้เข้ามาซื้อสินค้าบริการของร้านตัวเองมากที่สุด ซึ่งการไม่ใช้เครื่องมือมาช่วยวิเคราะห์ใดๆเลย เอาแต่ยิงโฆษณาไปโดยไร้จุดหมายอย่างเดียว ก็ทำให้เรามีโอกาสประสบความสำเร็จเหมือนกัน แต่ความสำเร็จที่มาพร้อมต้นทุนที่สูงมาก ได้ลูกค้าที่ซื้อและไม่ซื้อสินค้าของเรา แต่เราก็ต้องจ่ายเงินค่าโฆษณาสำหรับลูกค้าทั้งสองกลุ่มที่เข้ามา แต่ปัจจุบันนี้เครื่องมือต่างๆมีมากขึ้น ช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสซื้อสินค้าของเราจริงๆ นั่นก็คือ Lookalike Audience เป็น Feature จาก Facebook ให้เราเก็บกลุ่มตัวอย่างลูกค้าของเราว่ากลุ่มที่เป็นกำลังซื้อสินค้าของเรา โดยเมื่อเราได้กลุ่มผู้ซื้อสินค้าของเราแล้ว เราก็สามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ว่าลูกค้าของเราเป็นใคร ส่วนใหญ่ชอบอะไร อายุเท่าไหร่ ความสนใจมีอะไรกันเป็นส่วนใหญ่ เช่นหากพบว่าลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าในเพจของเราส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นที่ชอบเล่นเกมออนไลน์ เพียงเท่านี้เราก็จะนำกลุ่มตัวอย่างที่ได้มาวางแผนยิงโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายอื่นๆที่ใช้ข้อมูลจากตัวอย่างดังกล่าวที่วิเคราะห์ได้จาก Lookalike Audience ช่วยให้เรามีโอกาสที่จะขายสินค้าให้กับลูกค้าลักษณะเดิมได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะได้ลูกค้าที่ไม่มีกำลังซื้อ เพราะวิเคราะห์ออกมาแล้วว่าลูกค้าลักษณะดังกล่าวพร้อมที่จะซื้อสินค้าและบริการของเรา ทำให้เราประหยัดต้นทุนการโฆษณาได้สูงมาก ได้กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการซื้อสินค้าจากเราจริงๆ

 

เหตุผลที่จำเป็นต้องใช้ Lookalike Audience

นักการตลาดที่อยากประสบความสำเร็จในการขายสินค้าได้นั้น มีเคล็ดลับเพียงข้อเดียวก็คือการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้อง ซึ่งการที่เราจะทราบได้ว่ากลุ่มเป้าหมายของเรานั้นเป็นใครมาจากไหน ไม่มีใครที่สามารถรวบรวมได้อย่างรวดเร็วได้เท่ากับ Facebook ไม่ว่าจะเป็นเพศ อายุ ความสนใจและข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ Facebook เก็บเอาไว้ทั้งหมด เรามีโอกาสที่จะขยายยอดขายของเราจาก 1 พันชิ้นไปสู่ 1 ล้านชิ้นได้สบายๆ หากเรารวบรวมข้อมูลกลุ่มเป้าหมายของเราได้ชัดเจน และทราบว่าถึงเลือกกลุ่มเป้าหมายอะไรในการลงโฆษณา ดังนั้น Lookalike Audience จึงเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เราหากลุ่มเป้าหมายในการโฆษณาว่าสินค้าของเราจะได้รับความสนใจและมีโอกาสขายได้มากที่สุดในกลุ่มเป้าหมายแบบใด ควรเจาะกลุ่มอายุ เพศหรือความสนใจแบบไหน ถ้าเราใช้ Lookalike Audience ที่เป็น Feature ตัวสำคัญของ Facebook ได้ เมื่อนั้นเราสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่พร้อมจะจ่ายเงินให้เราได้อย่างรวดเร็วและไม่จำกัด ดังนั้นถ้าท่านเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ ต้องการขยับขยายร้านออกไป เพิ่มฐานลูกค้า ท่านจำเป็นต้องใช้ Lookalike Audience ในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและนำข้อมูลนั้นไปตั้งเป้าหมายเพิ่มลูกค้าที่มีลักษณะแบบเดียวกันทำให้ขยายกิจการไปได้อย่างรวดเร็ว

 

ความรู้พื้นที่ในการใช้ Lookalike Audience

การทำ Lookalike Audience นั้นทุกคนทราบกันแล้วว่าเป็นการใช้เครื่องมือชั้นดีจาก Facebook ให้เราขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มเป้าหมายโดยการใช้ข้อมูลกลุ่มเป้าหมายเดิมในการมองหากลุ่มเป้าหมายอื่นๆเข้ามาซื้อสินค้าและบริการของเรา แต่ก่อนจะเริ่มใช้เครื่องมือนี้นั้นมีบางอย่างที่เราต้องทราบเพื่อเป็นข้อมูลในการลงทุนและลดโอกาสการขาดทุน ได้แก่ Life Time Value และค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เหตุผลที่ต้องมีข้อมูลทั้งสองอย่างนี้เป็นเพราะว่าเราจะสามารถคำนวณหักลบกำไรต้นทุนได้ง่ายขึ้น ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแต่ละคน เราทราบดีว่ามีค่าใช้จ่ายและกลุ่มเป้าหมายคนนั้นทำเงินให้กับเราเท่าไหร่เมื่อวัดผลในระยะยาว เพียงเท่านี้เราก็สามารถคาดการณ์กำไรขาดทุนให้กับตัวโฆษณาของเราได้แล้ว แต่ข้อมูลเหล่านี้นั้นจะมีได้ก็ต้องใช้ระยะเวลาในการโฆษณาไปก่อนสักระยะ เพื่อวิเคราะห์การซื้อของและราคาในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เราไม่สามารถทราบผลได้ทันทีที่มีกลุ่มเป้าหมายเข้ามา เพราะลูกค้าบางคนใช้เวลาคิดนาน เมื่อเข้ามายังร้านของเราแล้ว อาจรอเป็นสัปดาห์เป็นเดือนกว่าที่จะตกลงซื้อของและชำระเงินเข้ามาให้เราจริงๆ ทำให้ยิ่งร้านของเราเปิดให้บริการเป็นระยะเวลานาน ก็ยิ่งทำให้เก็บข้อมูลส่วนนี้ได้ดี ลูกค้าบางคนซื้อสินค้าของเราแล้วก็มีโอกาสที่จะกลับมาซื้อสินค้าของเราได้อีกหลายครั้งในอนาคตเหมือนกัน โดยทั่วไปเว็บไซต์ที่ทำ Life Time Value ได้ดีก็คือ Amazon ที่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลดังกล่าว เพราะสามารถช่วยให้คาดการณ์หักลบต้นทุนกำไรได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำๆ

 

การปรับการตั้งค่า Lookalike Audience

1.การนำข้อมูลจากฐานข้อมูลอื่นๆ

หากข้อมูลเรามีน้อยในการวิเคราะห์หากลุ่มเป้าหมายด้วย Lookalike Audience สิ่งที่เราสามารถทำได้นั่นก็คือการเข้าไปศึกษาข้อมูลจากผู้ซื้อของเราโดยตรง และใช้ข้อมูลตรงนั้นมาร่วมในการวิเคราะห์

2.ปรับขนาดฐานข้อมูล

ฐานข้อมูลยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไหร่ก็ยิ่งให้ผลลัพธ์ที่ดี เพราะ Facebook จะใช้หลักการทางสถิติในการวิเคราะห์ ดังนั้นหากฐานข้อมูลที่ใช้นั้นยิ่งมีขนาดใหญ่มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งให้ผลในการวิเคราะห์ที่แม่นยำมากขึ้นเท่านั้น ถ้าคุณมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ คุณจะได้เปรียบในการเข้าถึงลูกค้าได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าตัวอุปกรณ์ Lookalike Audience ที่ Facebook ให้เราใช้นั้นจะมีความแม่นยำสูงมาก แต่ในการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ใดย่อมมีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตลอด เราจึงต้องมีการเฝ้าดูปฏิกิริยาของกลุ่มเป้าหมายว่าทำอะไรกับตัวโฆษณาของเราบ้าง ทำการสั่งซื้อสินค้าตามปกติหรือไม่ โดยเฉพาะช่วงแรกอาจใช้เป็นช่วงทดลอง ควบคุมงบอย่างจำกัดจนกว่าจะแม่นใจว่าข้อมูลดังกล่าวสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง แต่หากเราพบความผิดปกติใดๆ เช่นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย แต่ปราศจากยอดการสั่งซื้อสินค้า ทางที่ดีคือรีบปิดโฆษณาไปก่อนเลยเพื่อความปลอดภัยของเงินของเรา

 

การจัดเตรียมฐานข้อมูลลูกค้ามาสร้าง Lookalike Audience

อย่างน้อยที่สุดในการทำ Lookalike Audience นั้นเราจำเป็นต้องมีฐานลูกค้าไม่ต่ำกว่า 1 พันคนเพื่อสร้างความแม่นยำให้เครื่องมือสามารถวิเคราะห์ ยิ่งจำนวนลูกค้าเยอะทำให้ฐานข้อมูลเราใหญ่ จะช่วยกำจัดตัวแปรที่ผิดแปลกออกไปได้ดี แต่อย่างไรก็ตามหากฐานข้อมูลลูกค้าของเรามาจากการกด Like หรือกด Share จะให้ความแม่นยำได้น้อยกว่าในการวิเคราะห์ จึงอาจใช้ฐานข้อมูลลูกค้าที่มากกว่าหลายเท่า อาจกำหนดไว้ที่ 5 เท่าจากปกติเลยเพื่อให้วิเคราะห์ข้อมูลออกมาแม่นยำที่สุด

วิธีในการสร้าง Lookalike Audience

การสร้าง Lookalike Audience นั้นไม่ได้ทำยาก โดยมีวิธีง่ายๆที่ทุกท่านสามารถทำได้ มาดูกันเลยว่ามีช่องทางไหนที่สามารถทำได้บ้าง

  1. สร้างจาก Engagement หรือคนที่ให้ความสนใจในตัวโฆษณาที่คุณสร้างขึ้น โดยวัดจากการกดถูกใจ การกดแชร์ รวมไปถึงการแสดงความคิดเห็นบนโฆษณาของเรา
  2. ใช้รายชื่อ Email ในการสร้าง Lookalike Audience ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการใช้ Email ที่สมัครใช้งานกับ Facebook เพื่อนำมาวิเคราะห์ หากเรามีฐานข้อมูลลูกค้าที่ประกอบด้วยอีเมล์ต่างๆอยู่แล้ว เราสามารถใช้ Email เหล่านี้มาใช้วิเคราะห์ได้ เพราะ Facebook จะนำข้อมูลจากอีเมล์ที่สมัครเล่น Facebook มาสร้าง Lookalike Audience ให้กับเรา
  3. สร้างจากการคลิกเข้าไปยังเว็บไซต์โดยคลิกผ่าน Facebook ซึ่งการสร้างด้วยวิธีนี้จะวัดมาจากระยะเวลาที่ผู้ใช้เข้าไปอยู่ในเว็บของเรา Facebook ทราบว่าผู้ใช้รายนั้นเข้าไปยังเว็บของเรานานแค่ไหน กี่นาที ข้อมูลดังกล่าวค่อนข้างละเอียดจึงวัดได้ว่าลูกค้ามีความสนใจในสินค้าหรือบริการของเรามากมายเพียงใด
  4. ใช้เบอร์โทรในการสร้าง โดยเบอร์โทรของลูกค้าที่เราสามารถเก็บรวบรวมได้ก็สามารถนำมาสร้าง Lookalike Audience ได้ไม่ยาก เพราะ Facebook ได้เก็บรวบรวมเบอร์โทรศัพท์จากผู้ใช้งานเอาไว้ จึงรู้พฤติกรรมของลูกค้าดี การใช้เบอร์โทรศัพท์จึงเป็นวิธีที่ได้ผลไม่ต่างจากการใช้อีเมล์
  5. ใช้ผู้ที่ถูกใจแฟนเพจของเรา ยอดไลค์หรือคนที่เข้ามาถูกใจแฟนเพจของเรา แน่นอนว่าพวกเขาต้องมีความสนใจในสินค้าและบริการของเราอยู่แล้ว ยิ่งถ้าเราสามารถขายสินค้าผ่านแฟนเพจของเราได้ดีและมีผลตอบรับเข้ามายอดเยี่ยม ขอแนะนำให้ใช้คนที่ถูกใจแฟนเพจของเราในการสร้าง Lookalike Audience ได้เลย แต่อย่างไรก็ตามการใช้ฐานข้อมูลประเภทรายการเบอร์โทรศัพท์และอีเมล์มักให้ผลที่แม่นยำกว่ามาก เพราะเราได้เก็บมาจากลูกค้าที่ซื้อสินค้าของเราจริงๆ

 

3 เทคนิคการใช้ Lookalike Audience เพื่อสร้างผลตอบรับที่ดีที่สุด

จากข้อมูลข้างต้น พวกเราก็ทราบกันแล้วใช่ไหมว่าตัว Lookalike Audience นั้นมีประโยชน์มาก เปรียบเสมือนอาวุธปืนที่สามารถเคลื่อนตัวไล่ตามกลุ่มเป้าหมายได้โดยที่ผู้ใช้อาจไม่จำเป็นต้องเก่งมาก เพราะช่วยตรวจหาข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างละเอียด ทำให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้า ทำยอดขายได้อย่างไม่น่าเชื่อ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจก็มีมากเช่นกัน สำหรับในส่วนนี้ขอแนะนำกลยุทธ์ที่จะช่วยให้ท่านสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจากการใช้เครื่องมือตัวนี้ พร้อมแล้วมาดูกันเลยว่าสามารถทำอย่างไรได้บ้าง

1.ควรมีลูกค้าจำนวน 300 คนขึ้นไป

สำหรับกรณีที่แฟนเพจของคุณมีลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าวันละ 2 ถึง 3 คน เมื่อเฉลี่ยต่อเดือนก็อาจมีลูกค้าทั้งหมด 60 ถึง 90 คน ซึ่งไม่ถึง 300 คนด้วยซ้ำ จึงยังไม่ควรนำข้อมูลดังกล่าวมาสร้าง Lookalike Audience เนื่องจากอาจเก็บตัวแปรมาผิดพลาด ได้ข้อมูลไม่เพียงพอ ซึ่งจำนวนคนแค่นี้โดยปกติสามารถหาได้ง่ายอยู่แล้ว อาจจะบังเอิญมาจากปากต่อปากของลูกค้าเก่า หรือบุคคลหน่วยงานเดียวกันที่อยากสั่งของเหมือนๆกัน ซึ่งการได้ข้อมูลลักษณะนี้มาวิเคราะห์ไม่สามารถทำให้เราได้กลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงในการลงโฆษณา Facebook ดังนั้นทางที่ดีคือให้เราลงโฆษณาแล้วเก็บข้อมูลลูกค้าอย่างหลากหลายและเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ได้ข้อมูลทางสถิติที่แม่นยำมากกว่านี้

2.เลือกข้อมูลมาวิเคราะห์โดยคัดแยกก่อน

ในการทำ Lookalike Audience ที่ดี เราจะต้องมีการเลือกข้อมูลมาทำให้ดีด้วย ไม่ใช่เลือกข้อมูลมั่วๆ พยายามเน้นลูกค้าที่ซื้อสินค้าของคุณจริงหรือลูกค้าที่มีแนวโน้มในการซื้อสินค้าบริการ ไม่ใช่ใครก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับเพจของคุณ เทคนิคง่ายๆ ลองเลือกเฉพาะคนที่สั่งซื้อเข้ามาเท่านั้น หรือเอาเบอร์และอีเมล์ติดต่อของลูกค้ามาทำก็ได้

3.เน้น Conversion ที่มีแนวโน้มการซื้อ

ความหมายของ Conversion คือลูกค้าทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับโฆษณาของเรา อาทิเช่น การคลิกโฆษณา การกดถูกใจ การแสดงความคิดเห็น รวมไปถึงการซื้อสินค้าอีกด้วย สำหรับ Conversion หลักที่เราต้องเก็บมาทำ Lookalike Audience นั่นก็คือข้อมูลการซื้อสินค้าหรือ Conversion การซื้อ ซึ่งอาจใช้ Facebook Pixel มาเก็บข้อมูลก็ได้

จากการศึกษา Lookalike Audience เบื้องต้น ท่านคงทราบแล้วว่าหากเราขาดการใช้เครื่องมือประเภทนี้ไป ร้านค้าของเราจะเสียเปรียบทางธุรกิจให้กับรายอื่นๆที่นำเครื่องมือชนิดนี้ไปใช้มากแค่ไหน ดังนั้นอย่าลังเลที่จะเริ่มใช้งานเพื่อโอกาสที่มากที่สุดที่จะทำให้ท่านได้เปรียบในการทำธุรกิจ

Share this post with your friends

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *