4 บทเรียนจาก Google Adwords ที่ได้จากประสบการณ์การลงโฆษณาจริง

4 บทเรียนจาก Google Adwords
Share on facebook
Share on twitter
Share on pinterest

ถ้าพูดถึงการลงโฆษณา นักการตลาดทุกคนคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก Google Adwords ซึ่งเป็นแบรนด์โฆษณาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก โดยมีการแข่งขันสูสีกัน Facebook อย่างมากในปัจจุบัน แต่ข้อดีของการลงโฆษณากับ Google คือไม่มีอะไรที่ทดแทนได้ เนื่องจาก Search Engine เจ้าอื่นๆต่างก็ล่มกันไปหมดแล้ว เหลือแค่ Google รายเดียวเท่านั้นที่ยังแข็งแกร่งและมีผู้ใช้มากที่สุดอยู่ แม้จะมีการทำตลาดบน Facebook มากขึ้น แต่ Facebook ก็ไม่ได้หากลุ่มเป้าหมายได้ตรงตามความต้องการได้เท่ากับ Google ดังนั้นทำให้นักการตลาดยังต้องใส่ใจในการลงโฆษณา แต่คนที่จะประสบความสำเร็จในการลงโฆษณากับ Google นั้นย่อมต้องเปี่ยมล้นด้วยประสบการณ์ มีการลองผิดลองถูกมาจนเข้าใจกลไกโฆษณาและการหากลุ่มเป้าหมายได้ดี บางครั้งแม้เราจะประสบความสำเร็จในการลงโฆษณา Google Adwords ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะประสบความสำเร็จในการขายสินค้าและทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าเราได้เสมอไป ดังนั้นสิ่งเหล่านี้คือบทเรียนที่ดีสำหรับผู้เริ่มต้น เรามาเรียยรู้การลงโฆษณา Google Adwords ให้ได้ผลกันดีกว่าเพื่อโอกาสที่มากขึ้น โดยเรียนรู้จากประสบการณ์การลงโฆษณากันจริงๆไปเลย

เข้าใจคำศัพท์ Keyword และ Search Item

เบื้องต้นในการโฆษณากับ Google Adwords สิ่งที่เราจะต้องเตรียมไว้แน่นอนนั่นก็คือ Keyword ซึ่งเป็นคำโดดๆจำนวนกี่คำก็ได้ที่คาดหวังว่าลูกค้าของเราจะมาจากการค้นหาคำพวกนี้ในช่องการค้นหา อาทิเช่น เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอาง อาหารเสริม เป็นต้น ซึ่งคำพวกนี้แหละที่จะบ่งบอกว่ากลุ่มเป้าหมายของเราเป็นใคร เราอาจต้องมีการวางกลยุทธ์เพื่อนำ Keyword มาใส่ในการสร้างเคมเปญโฆษณา เราควรเลือก Keyword ทั้งหมดที่เป็นไปได้ว่าลูกค้าที่ค้นหาคำพวกนี้มีโอกาสซื้อสินค้าของเราเพื่อนำมาใส่ในระหว่างการสร้างเคมเปญ ซึ่งยิ่งเราหาคำได้มากเท่าไหร่ เราก็จะมีโอกาสได้กลุ่มเป้าหมายและจำนวนลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม Keyword ยังถือว่าเป็นแค่คำส่วนหนึ่งที่ลูกค้าพิมพ์ลงไปในประโยคที่ใช้ค้นหา อาทิเช่น เราใช้ Keyword คำว่ารองเท้า แต่เวลาลูกค้าพิมพ์เข้ามาจริงๆอาจจะพิมพ์ว่า รองเท้าลดราคา เป็นต้น ซึ่งคำว่า รองเท้าลดราคา ไม่ได้ถือว่าเป็น Keyword แต่เราเรียกประโยคทั้งชุดนี้ว่า Search Item นั่นเอง

สิ่งที่จะทำให้การโฆษณาของเราไม่ได้ผล

โฆษณาของเรามีโอกาสที่ได้รับผลตอบรับดีหรือแย่นั้นไม่ได้มาจาก Keyword เป็นหลัก บางครั้งเราใส่ Keyword ไว้ค่อนข้างดี มีคำค้นหาเยอะมากที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของเรา เรามั่นใจแล้วว่าจะสามารถหาลูกค้าเข้ามาในเว็บไซต์ของเราได้มากที่สุด แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือมีคนจำนวนมากที่ทำโฆษณาไม่ได้ผล อันเนื่องมาจาก Search Item นี่แหละ แม้ Keyword ของเราจะดีเอามากๆ แต่พอมันมารวมเป็น Search Item กลับกลายเป็นว่าความหมายของมันผิดเพี้ยนไปจาก Keyword หรือกลุ่มเป้าหมายที่เราคาดหวังเอาไว้ ทำให้ได้กลุ่มคนที่คลิกโฆษณาเข้ามานั้นไม่ใช่ลูกค้าที่แท้จริงของเรา แถมเรายังต้องจ่ายค่าโฆษณาไปฟรีๆ หากเราไม่กรองข้อมูลตรงนี้หรือไม่ได้ติดตามผลลัพธ์การลงโฆษณา เราก็จะเสียเงินไปจำนวนมากกับการลงโฆษณาที่ไม่ได้ผลนั่นเอง ดังนั้นเราจึงต้องหาวิธีในการแก้ปัญหานี้ให้ได้

วิธีการแก้ปัญหาเกี่ยวกับ Search Iterm

ในการแก้ปัญหาที่ดีคือให้เราสร้างกลุ่มโฆษณาออกเป็นกลุ่มต่างๆ ระบุคีย์เวิร์ดที่แตกต่างกันออกไป โดยเราจะทำให้เราเห็นรายงานของแต่ละกลุ่มโฆษณาได้ชัดเจนมากขึ้น เห็น Search Item แปลกๆที่เข้ามาเรื่อยๆ ในการค้นหาข้อมูลที่ใช้คำที่คิดว่าไม่มีทางเข้ามาซื้อสินค้าของเราแน่ๆเราจะเห็นทั้งหมดเลย วิธีการแก้ปัญหาให้เราค่อยๆตัดคำแปลกๆออกไปได้เลย อาจจะจัดคีย์เวิร์ดออกเป็นหมวดๆ และแต่ละหมวดจะไว้ในโฆษณา 1 กลุ่ม เพื่อดูว่ากลุ่มโฆษณาไหนมี Search Item แปลกๆ เราก็สามารถกรองออกไปได้ แต่หากพบว่ามี Search Item ในกลุ่มนั้นแทบทุกอันเข้ามาแปลกมาก นั่นแสดงว่าโฆษณากลุ่มนั้นใช้ไม่ได้ผลแน่นอน ถือว่าเป็นการกำหนดเป้าหมายที่ผิดพลาด เราจึงควรลบโฆษณากลุ่มนั้นทิ้งไปได้เลย เอาเวลามาโฟกัสกลุ่มโฆษณาอื่นดีกว่าเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด เพียงเท่านี้เราก็สามารถประหยัดต้นทุนโฆษณาของเราไปได้เยอะ และเหลือโฆษณาที่ใช้ได้ผลจริงๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเสียเงินลงโฆษณาฟรีแล้ว

ประสบการณ์ลงโฆษณา Google Adwords ไม่ได้ผล

ประสบการณ์สำคัญที่ได้ลงโฆษณากับ Google Adwords ในระยะแรกนั่นก็คือเราเห็นผลลัพธ์ที่ดีมากๆ ทำให้ยอดขายของเราพุ่งกระจาย ทำเงินให้เรามหาศาล มีลูกค้าหลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆ ทำยอดขายได้มากขึ้นทุกวัน คนที่เริ่มต้นใหม่ก็เริ่มรู้ช่องทางแล้วว่าเรามีโอกาสรวยจากมันได้ไม่ยากเลย ดังนั้นหลายคนจึงเริ่มที่จะวางแผนเพื่อขยายแบรนด์ เพิ่มโอกาสการรับรู้เพื่อเพิ่มช่องทางใหม่ๆให้ลูกค้าเจอสินค้าของเรามากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนต้องคิดแบบนี้ ใครบ้างที่ประกอบธุรกิจแล้วไม่อยากขยายกิจการของตนออกไป ไม่มีแน่นอน หลายคนจึงเพิ่มช่องทางการเข้าถึงจากคำค้นหาแบบเดิมๆ มาเป็นการสร้างแบนเนอร์ การแสดงโฆษณาในหน้าเว็บ รวมไปถึงการทำโฆษณาแบบวิดีโอ ซึ่งอาจทำไปอย่างรวดเร็ว เพราะอยากหาช่องทางที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นจึงทำให้การลงโฆษณาแบบหลากหลายรูปแบบพร้อมๆกันไม่สามารถวัดผลที่แน่ชัดได้ว่าแบบใดกันแน่ที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีและทำให้ได้ลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าจริงๆ เชื่อว่าคุณเองที่เคยลงโฆษณากับ Google ใหม่ๆก็ต้องคิดเช่นนี้เมื่อเริ่มรู้สึกว่าสามารถทำยอดขายได้มากๆจากการลงโฆษณาใหม่ๆ เมื่อเราไม่สามารถวัดได้ว่าโฆษณาประเภทใดที่สามารถทำให้เราขายสินค้าได้จริงๆ ก็ย่อมทำให้เราเสียเงินค่าโฆษณาไปโดยเปล่าประโยชน์ จนหลายคนที่สร้างโฆษณาอย่างรวดเร็ว อาจเสียเงินค่าโฆษณาจนไม่สามารถทำยอดขายเพื่อสร้างกำไรมาทดแทนเงินที่เสียไปได้ และต้องล้มละลายจากการที่กำไรจากการขายสินค้าไม่พอจ่ายค่าโฆษณา สิ่งที่เราจะต้องกลับมาพิจารณาในการลงโฆษณานั่นก็คือ เราจะต้องทราบว่าอารมณ์และจิตวิทยาของคนมีความสำคัญในการเลือกดูโฆษณาและพิจารณาซื้อของ หากเป็นโฆษณาที่ปรากฎอยู่ในรายการค้นหานั้น หมายความว่าคนที่ค้นหาข้อมูลต้องการสินค้าชิ้นนั้นมากๆ จึงเจาะจงที่จะค้นหาลงไป แต่หากเป็นโฆษณา Youtube คนทั่วไปมักไม่ค่อยสนใจที่จะซื้อสินค้ามากนัก แต่การลงโฆษณา Youtube มีข้อดีคือช่วยสร้างการรับรู้เป็นหลัก จึงช่วยส่งผลดีต่อแบรนด์ของเราในระยะยาว ดังนั้นแม้จะไม่ได้สร้างยอดขายแบบทันทีทันใด เราก็ต้องมีการลงโฆษณารูปแบบเหล่านี้บ้าง รวมไปถึงการทำแบนเนอร์ก็เช่นกัน จะช่วยให้แบรนด์ของเราได้รับการรับรู้มากๆ แต่ไม่ว่าอย่างไรในเมื่อเราทราบแล้วว่าค่าโฆษณาของเรานั้นสูงกว่ากำไรที่เราได้รับ ก็ไม่สามารถทำให้ธุรกิจของเราสามารถเดินต่อไปได้ จึงต้องหาทางแก้ไขปัญหาตรงนี้เสียก่อน

หนทางในการแก้ปัญหาการขาดทุน

วิธีเดียวที่จะทำให้เราสามารถรู้สาเหตุการขาดทุนที่แน่ชัดได้นั้นในการลงโฆษณา เราจะต้องมีการแยกโฆษณาออกเป็นกลุ่มๆอย่างชัดเจน ไม่ควรยัดโฆษณาทุกรูปแบบไว้ในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งจะทำให้เรามองเห็นผลลัพธ์การทำงานของโฆษณาและการตอบรับจากผู้ใช้อย่างชัดเจน มองเห็นได้เลยว่าการแสดงความคิดเห็นและอัตราการกดถูกใจแตกต่างกันอย่างไร โดยเฉพาะโฆษณาแบบวิดีโอที่ทำให้เราสังเกตุได้ง่ายมาก ซึ่งไม่จำเป็นต้องไปวัดถึงขั้นว่าลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าเรามากน้อยเพียงใด แต่เราสามารถดูได้จากการตอบสนองกับโฆษณาของเราได้เลย อาทิเช่น โฆษณาแบบวิดีโอใน Youtube ที่ทำให้เราเห็นการตอบสนองจากผู้ใช้งานอย่างชัดเจน

ยอดขายไม่เกี่ยวกับว่าคุณจะประสบความสำเร็จ

จากที่มีการแบ่งกลุ่มเป้าหมายผู้ซื้อ โดยแบ่งผู้ซื้อออกเป็น 2 จำพวก คือกลุ่มคนที่เข้ามาซื้อของแบบทันทีทันใด โดยสั่งซื้อและชำระเงินทันที กลุ่มคนเหล่านี้คือผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากที่การันตีได้ว่าการลงโฆษณาของเราได้ผลดีมากน้อยเพียงใดและทำให้เราสามารถวางแผนการลงทุน อัตราส่วนการลงโฆษณาและการสั่งซื้อสินค้ามาตุนได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อมีการเก็บข้อมูลจะเห็นว่ามีกลุ่มคนอีกประเภทที่เข้ามาในเว็บแล้วไม่ได้สั่งซื้อเลย โดยเพียงหยิบของใส่ตะกร้าเอาไว้ก่อน จึงทำให้เจ้าของกิจการเครียดกับบุคคลประเภทนี้มาก เพราะพวกเขาตัดสนใจอยู่เรื่อยๆ ชำระเงินค่อนข้างช้า แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่ากลุ่มคนเหล่านี้เมื่อต้องการสั่งซื้อจะสั่งซื้อสินค้ามากกว่าคนที่ซื้อแบบทันทีทันใดมากถึง 3 เท่าเลยทีเดียว ด้วยผลลัพธ์ตรงนี้ จึงกระตุ้นให้เจ้าของกิจการหรือร้านขายของออนไลน์จะต้องมีการวางระบบทำตะกร้าสินค้าไว้ให้ดี สามารถช่วยให้ผู้ซื้อสามารถหยิบของมาวางในตะกร้าสินค้าเอาไว้ก่อน และเมื่อพวกเขากลับมาก็ต้องสามารถเพิ่มสินค้าอื่นๆที่ต้องการเข้าไปและทำการสั่งซื้อในภายหลัง ถือเป็นการวางกลยุทธ์อีกแบบที่ได้ผลในระยะยาว เพราะผู้ซื้อที่เข้ามาซื้อแบบทันทีนั้น มักจะถูกอกถูกใจสินค้าของเราชิ้นใดชิ้นหนึ่งเท่านั้นเอง แต่คนที่มาหยิบของใส่ตะกร้าเรื่อยๆ อาจจะชอบเดินซื้อของอยู่แล้วในชีวิตจริง ทำให้เลือกสินค้าหลายชิ้นจนกว่าจะพอใจถึงจะเข้าสู่การชำระเงินอย่างสมบูรณ์ ทำให้เราสามารถแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่มหลักๆได้เลย

การวัดผลก่อนการลงโฆษณา

ในการลงโฆษณากับ Google Adwords มีข้อได้เปรียบที่เราต่างรู้ดีคือเราสามารถวัดผลก่อนได้ด้วย Budget หรืองบประมาณที่จำกัดเพื่อตรวจสอบยอดขายของเรากับงบประมาณที่เรานำมาลงโฆษณา โดยวาง Budget ที่จำกัดให้กับตัวโฆษณานั้นๆ เมื่อได้ข้อมูลหักลบระหว่างค่าลงโฆษณากับกำไรจากยอดขายสินค้ามาเรียบร้อยแล้ว เราจะมีโอกาสที่จะใส่ Budget หรืองบประมาณรายวันตามจำนวนที่เราคาดหวังไว้ได้เลย ทั้งยังช่วยให้เราสามารถจัดเตรียมสินค้าได้ล่วงหน้า มีโอกาสที่จะรู้ความต้องการของลูกค้าก่อนที่เราจะลงโฆษณาด้วยงบประมาณจริงที่เราวางแผนไว้ การตุนสินค้าหรือสั่งมาสต๊อก ย่อมพอดีกับการสั่งซื้อจากลูกค้า ช่วยลดโอกาสที่จะขาดทุนได้อีกด้วย

การวิเคราะห์โฆษณาตัวไหนได้ผลดี

เมื่อเรามีลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าของเรามากขึ้น และเพิ่มช่องทางในการโฆษณาเป็นรูปแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำแบนเนอร์ การนำเสนอด้วยวิดีโอ รวมไปถึงการลงโฆษณาจาก Facebook เข้ามาร่วมด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราไม่สามารถรู้ได้ว่าตกลงแล้วลูกค้าที่มาซื้อสินค้าของเรามาจากไหนกันแน่ เราสามารถวัดผลได้จากการใช้ Google Analytics เข้ามาวัดผลได้ว่าลูกค้าที่แท้จริงของเรานั้นมาจากแหล่งใด โฆษณาตัวใดที่ได้ผล ปัจจุบัน Google ได้พัฒนาให้ Google Analytics สามารถวัดข้อมูลการโฆษณาของ Google Adwords ได้อย่างสมบูรณ์ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่เราสามารถโฟกัสกับตัวโฆษณาที่ได้ผลจริงๆ และเพิ่ม Budget ได้อย่างมั่นใจในโฆษณาตัวนั้น

Share this post with your friends

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *