วิธีใช้ Facebook Pixel สำหรับโฆษณา Facebook

สิ่งที่นักการตลาดหลายคนที่ทำโฆษณา Facebook ต่างก็ยอมรับกันว่าการทำตลาดที่ได้ผลลัพธ์ดีที่สุดก็คือการใช้ Remarketing ซึ่งหลักๆแล้วในการทำ Remarketing นั่นก็คือการนำเสนอโฆษณาแบบซ้ำๆไปยังลูกค้าคนเดิมที่เคยเห็นโฆษณาของเราอยู่แล้ว แต่มีท่าทีบางอย่างที่สนใจในโฆษณาของเรา ซึ่งตัวที่จะมาใช้เก็บข้อมูลลูกค้าว่าใครบ้างที่มีแนวโน้มสนใจในโฆษณาของเรานั่นก็คือ Facebook Pixel นั่นเอง

Facebook Pixel คืออะไร

Facebook Pixel คือชุดโค้ดที่นักพัฒนาหรือเจ้าของเว็บไซต์นำไปติดตั้งไว้ในเว็บไซต์ของตนเอง โดยจุดประสงค์หลักคือต้องการติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้งานที่เข้ามายังเว็บ สำหรับใครที่ทำเว็บไซต์คงรู้จักตัว Google Analytics กันมาบ้าง หรือเป็นบริการเก็บข้อมูลผู้เข้าชมเว็บไซต์ที่ให้บริการโดย Google สำหรับตัว Facebook Pixel ก็เป็นบริการที่ให้ผลลักษณะเดียวกับ Google Analytics เลย ดังนั้นก่อนที่เราจะเริ่มต้นรันลงโฆษณาของเราที่เตรียมไว้ เราจะต้องติดโค้ด Facebook Pixel เสียก่อน เพื่อสามารถเก็บข้อมูลและพฤติกรรมได้อย่างละเอียดตั้งแต่ผู้ใช้คนแรกที่เข้ามายังเว็บไซต์ของเรา

 

3 ความสามารถจาก Facebook Pixel ที่คุณคาดไม่ถึง

ความสามารถของ Facebook Pixel เน้นได้ออกแบบมาให้มีความพิเศษกว่าเจ้าอื่นๆที่มีอยู่ก่อน เพื่อดึงดูดนักพัฒนาและเจ้าของเว็บไซต์ให้มาใช้ Facebook Pixel กันมากขึ้น สำหรับความพิเศษที่ว่าทั้ง 3 ข้อมีอะไรบ้างนั้นมาดูกันเลย

1.นักพัฒนาเว็บไซต์สามารถออกแบบโค้ดได้เอง

Facebook Pixel มีโค้ดที่สามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจได้ง่าย ดังนั้นนักพัฒนาเว็บไซต์สามารถอ่านโค้ดเข้าใจอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงสามารถออกแบบโค้ดได้เองที่จะเก็บข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้น หรือต้องการเก็บข้อมูลตามคีย์เวิร์ดที่ต้องจากการค้นหาเช่น วัดดูว่าคนเข้ามาจากคำค้นหาว่า ออกกำลังกายใช่หรือไม่ก็สามารถใส่โค้ดลงไปดังตัวอย่างได้เลย

ข้อดีดังกล่าวเราสามารถออกแบบโค้ดและปรับแต่งการเก็บข้อมูลได้ง่ายดายมาก โดยเรียนรู้จากเค้าโครงเดิมของการก็สามารถแก้ได้ด้วยตนเองแล้ว แม้จะไม่ใช่นักพัฒนาก็ยังสามารถทำได้เลย

2.เก็บผลลัพธ์จากการวัดผลด้วยตัว Facebook Pixel

Facebook Pixel ได้เล็งเห็นว่าผู้ลงโฆษณามีความต้องการเห็นผลลัพธ์ของการเข้าชมเว็บไซต์ที่ละเอียดขึ้นไม่ต่างไปจากการติด Google Analytics ปัจจุบันจึงได้เพิ่มฟังก์ชันนี้เข้ามาและเจ้าของเว็บไซต์ก็สามารถดูผลลัพธ์การเข้าชมได้แล้ว และสามารถศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้งานเว็บไซต์ได้อย่างละเอียด

3.ช่วยให้คุณเก็บรายละเอียดของกลุ่มเป้าหมายได้ลึกขึ้น

แน่นอนว่าเมื่อคุณติดตั้ง Facebook Pixel มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมต่างๆ ก็จะทำให้คุณเก็บรายละเอียดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างละเอียด ดังนั้นคุณสามารถนำข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์มาใช้สำหรับการกำหนดเป้าหมายโฆษณาได้มากขึ้น ซึ่งย่อมได้ผลดีกว่าการที่คุณไม่มีกลุ่มเป้าหมายอะไรเลย หรือการเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบกว้างๆ ที่ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะได้ผลมากน้อยเพียงใด

วิธีการสร้าง Facebook Pixel

ขั้นตอนแรกในการสร้าง Facebook Pixel ให้เข้าไปยังตัวจัดการโฆษณา โดยกดตรงเครื่องแฮมหรือเครื่องหมายเมนูแล้วเลือกเมนู Pixels จากนั้นให้เราเลือก Set Up Pixel ตามด้วย Manually Install the Code Yourself ได้เลย เว็บ HTML ทั่วไปก็สามารถนำโค้ดไปไว้ในส่วน Header ได้เลย

 

Facebook Pixel นำมาปรับใช้สำหรับโฆษณาของเราได้อย่างไร

อย่างที่เราทราบกันดีว่าเจ้า Facebook Pixel นำมาใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ซึ่งการที่เราได้รับทั้งรายละเอียดและพฤติกรรมของผู้ใช้งานมา เราสามารถมาใช้ในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเพื่อใช้ยิงโฆษณา Facebook ไปยังกลุ่มคนที่มีแนวโน้มสนใจสินค้าของเราได้จริงๆ ดังนั้นโอกาสที่เราจะได้เปรียบจากการทำโฆษณามีมากกว่าคนที่ไม่ได้ใช้ Facebook Pixel ให้เป็นประโยชน์อย่างแน่นอน โดยวิธีการที่นิยมมากในการใช้ Facebook Pixel เข้ามาช่วยนั่นก็คือการทำ Remarketing โดยทั่วไปเราจะเก็บข้อมูลได้ว่าผู้ใช้ที่เข้ามาเว็บไซต์ของเรามีพฤติกรรมอย่างไร มีแนวโน้มที่จะสนใจสินค้าบริการของเรามากน้อยเพียงใด Facebook Pixel จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวให้เราเอง เมื่อเราเก็บรวบรวมไว้ได้แล้วว่าผู้ใช้คนดังกล่าวมีโอกาสมากที่จะสนใจสินค้าบริการของเรา แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อทันที เราก็สามารถทำ Remarketing ไปยังผู้ใช้งานคนดังกล่าว ซึ่งมีโอกาสสูงมากที่คนที่มีแนวโน้มสนใจสินค้าอยู่แล้วจะมีโอกาสที่จะซื้อสินค้า ซึ่งย่อมได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าหลายเท่าตัว ลองเปรียบเทียบดูว่าการที่คุณยิงโฆษณาของคุณไปยังใครก็ไม่รู้ อาจเป็นคนทั่วไปที่ไม่ได้มีความสนใจสิ่งหนึ่งสิ่งใดชัดเจน กับการยิงโฆษณาในรูปแบบ Remarketing เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้คนเดิมๆที่มีแนวโน้มสนใจกับสินค้าของเราอยู่แล้ว แบบไหนล่ะที่จะให้ผลได้ดีกว่ากัน แน่นอนว่าแบบที่ได้ผลดีที่สุดก็คือการเลือกกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มสนใจสินค้าเราอยู่แล้ว ที่สำคัญคือการที่คนเราได้เห็นโฆษณาแบบเดิมมากกว่า 1 ครั้ง หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์เดิมๆในครั้งต่อไป มีโอกาสสูงมากที่จะมีการซื้อสินค้า เพราะเขานำสิ่งที่เห็นจากครั้งแรกไปตัดสินใจและคิดเอาไว้ในใจแล้วว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อสินค้าดังกล่าว การที่เราตัดสินใจกลับมาเยี่ยมชมเว็บไซต์อีกครั้งหรือตัดสินใจคลิกโฆษณาเข้ามาในครั้งถัดไป นั่นหมายความว่าการกลับมาคราวนี้เขาพร้อมที่จะซื้อสินค้าบริการของเราแล้ว ดังนั้นการโฆษณาแบบ Remarketing จึงมีความสำคัญมาก ไม่มีเครื่องมือใดที่จะช่วยให้เราหาผู้ใช้ที่สนใจสินค้าของเราได้ดีเท่า Facebook Pixel อีกแล้ว ดังนั้นเราในฐานะนักการตลาดหรือเจ้าของร้านค้าออนไลน์ เราต้องไม่ละเลยที่จะใช้เครื่องมือดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับธุรกิจของเรา

Lookalike Audience คืออะไร ทำไม Facebook ต้องใช้

คนที่ทำโฆษณา Facebook หลายคนต่างหาช่องทางที่จะเพิ่มลูกค้าเพื่อให้เข้ามาซื้อสินค้าบริการของร้านตัวเองมากที่สุด ซึ่งการไม่ใช้เครื่องมือมาช่วยวิเคราะห์ใดๆเลย เอาแต่ยิงโฆษณาไปโดยไร้จุดหมายอย่างเดียว ก็ทำให้เรามีโอกาสประสบความสำเร็จเหมือนกัน แต่ความสำเร็จที่มาพร้อมต้นทุนที่สูงมาก ได้ลูกค้าที่ซื้อและไม่ซื้อสินค้าของเรา แต่เราก็ต้องจ่ายเงินค่าโฆษณาสำหรับลูกค้าทั้งสองกลุ่มที่เข้ามา แต่ปัจจุบันนี้เครื่องมือต่างๆมีมากขึ้น ช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสซื้อสินค้าของเราจริงๆ นั่นก็คือ Lookalike Audience เป็น Feature จาก Facebook ให้เราเก็บกลุ่มตัวอย่างลูกค้าของเราว่ากลุ่มที่เป็นกำลังซื้อสินค้าของเรา โดยเมื่อเราได้กลุ่มผู้ซื้อสินค้าของเราแล้ว เราก็สามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ว่าลูกค้าของเราเป็นใคร ส่วนใหญ่ชอบอะไร อายุเท่าไหร่ ความสนใจมีอะไรกันเป็นส่วนใหญ่ เช่นหากพบว่าลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าในเพจของเราส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นที่ชอบเล่นเกมออนไลน์ เพียงเท่านี้เราก็จะนำกลุ่มตัวอย่างที่ได้มาวางแผนยิงโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายอื่นๆที่ใช้ข้อมูลจากตัวอย่างดังกล่าวที่วิเคราะห์ได้จาก Lookalike Audience ช่วยให้เรามีโอกาสที่จะขายสินค้าให้กับลูกค้าลักษณะเดิมได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะได้ลูกค้าที่ไม่มีกำลังซื้อ เพราะวิเคราะห์ออกมาแล้วว่าลูกค้าลักษณะดังกล่าวพร้อมที่จะซื้อสินค้าและบริการของเรา ทำให้เราประหยัดต้นทุนการโฆษณาได้สูงมาก ได้กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการซื้อสินค้าจากเราจริงๆ

 

เหตุผลที่จำเป็นต้องใช้ Lookalike Audience

นักการตลาดที่อยากประสบความสำเร็จในการขายสินค้าได้นั้น มีเคล็ดลับเพียงข้อเดียวก็คือการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้อง ซึ่งการที่เราจะทราบได้ว่ากลุ่มเป้าหมายของเรานั้นเป็นใครมาจากไหน ไม่มีใครที่สามารถรวบรวมได้อย่างรวดเร็วได้เท่ากับ Facebook ไม่ว่าจะเป็นเพศ อายุ ความสนใจและข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ Facebook เก็บเอาไว้ทั้งหมด เรามีโอกาสที่จะขยายยอดขายของเราจาก 1 พันชิ้นไปสู่ 1 ล้านชิ้นได้สบายๆ หากเรารวบรวมข้อมูลกลุ่มเป้าหมายของเราได้ชัดเจน และทราบว่าถึงเลือกกลุ่มเป้าหมายอะไรในการลงโฆษณา ดังนั้น Lookalike Audience จึงเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เราหากลุ่มเป้าหมายในการโฆษณาว่าสินค้าของเราจะได้รับความสนใจและมีโอกาสขายได้มากที่สุดในกลุ่มเป้าหมายแบบใด ควรเจาะกลุ่มอายุ เพศหรือความสนใจแบบไหน ถ้าเราใช้ Lookalike Audience ที่เป็น Feature ตัวสำคัญของ Facebook ได้ เมื่อนั้นเราสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่พร้อมจะจ่ายเงินให้เราได้อย่างรวดเร็วและไม่จำกัด ดังนั้นถ้าท่านเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ ต้องการขยับขยายร้านออกไป เพิ่มฐานลูกค้า ท่านจำเป็นต้องใช้ Lookalike Audience ในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและนำข้อมูลนั้นไปตั้งเป้าหมายเพิ่มลูกค้าที่มีลักษณะแบบเดียวกันทำให้ขยายกิจการไปได้อย่างรวดเร็ว

 

ความรู้พื้นที่ในการใช้ Lookalike Audience

การทำ Lookalike Audience นั้นทุกคนทราบกันแล้วว่าเป็นการใช้เครื่องมือชั้นดีจาก Facebook ให้เราขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มเป้าหมายโดยการใช้ข้อมูลกลุ่มเป้าหมายเดิมในการมองหากลุ่มเป้าหมายอื่นๆเข้ามาซื้อสินค้าและบริการของเรา แต่ก่อนจะเริ่มใช้เครื่องมือนี้นั้นมีบางอย่างที่เราต้องทราบเพื่อเป็นข้อมูลในการลงทุนและลดโอกาสการขาดทุน ได้แก่ Life Time Value และค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เหตุผลที่ต้องมีข้อมูลทั้งสองอย่างนี้เป็นเพราะว่าเราจะสามารถคำนวณหักลบกำไรต้นทุนได้ง่ายขึ้น ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแต่ละคน เราทราบดีว่ามีค่าใช้จ่ายและกลุ่มเป้าหมายคนนั้นทำเงินให้กับเราเท่าไหร่เมื่อวัดผลในระยะยาว เพียงเท่านี้เราก็สามารถคาดการณ์กำไรขาดทุนให้กับตัวโฆษณาของเราได้แล้ว แต่ข้อมูลเหล่านี้นั้นจะมีได้ก็ต้องใช้ระยะเวลาในการโฆษณาไปก่อนสักระยะ เพื่อวิเคราะห์การซื้อของและราคาในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เราไม่สามารถทราบผลได้ทันทีที่มีกลุ่มเป้าหมายเข้ามา เพราะลูกค้าบางคนใช้เวลาคิดนาน เมื่อเข้ามายังร้านของเราแล้ว อาจรอเป็นสัปดาห์เป็นเดือนกว่าที่จะตกลงซื้อของและชำระเงินเข้ามาให้เราจริงๆ ทำให้ยิ่งร้านของเราเปิดให้บริการเป็นระยะเวลานาน ก็ยิ่งทำให้เก็บข้อมูลส่วนนี้ได้ดี ลูกค้าบางคนซื้อสินค้าของเราแล้วก็มีโอกาสที่จะกลับมาซื้อสินค้าของเราได้อีกหลายครั้งในอนาคตเหมือนกัน โดยทั่วไปเว็บไซต์ที่ทำ Life Time Value ได้ดีก็คือ Amazon ที่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลดังกล่าว เพราะสามารถช่วยให้คาดการณ์หักลบต้นทุนกำไรได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำๆ

 

การปรับการตั้งค่า Lookalike Audience

1.การนำข้อมูลจากฐานข้อมูลอื่นๆ

หากข้อมูลเรามีน้อยในการวิเคราะห์หากลุ่มเป้าหมายด้วย Lookalike Audience สิ่งที่เราสามารถทำได้นั่นก็คือการเข้าไปศึกษาข้อมูลจากผู้ซื้อของเราโดยตรง และใช้ข้อมูลตรงนั้นมาร่วมในการวิเคราะห์

2.ปรับขนาดฐานข้อมูล

ฐานข้อมูลยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไหร่ก็ยิ่งให้ผลลัพธ์ที่ดี เพราะ Facebook จะใช้หลักการทางสถิติในการวิเคราะห์ ดังนั้นหากฐานข้อมูลที่ใช้นั้นยิ่งมีขนาดใหญ่มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งให้ผลในการวิเคราะห์ที่แม่นยำมากขึ้นเท่านั้น ถ้าคุณมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ คุณจะได้เปรียบในการเข้าถึงลูกค้าได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าตัวอุปกรณ์ Lookalike Audience ที่ Facebook ให้เราใช้นั้นจะมีความแม่นยำสูงมาก แต่ในการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ใดย่อมมีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตลอด เราจึงต้องมีการเฝ้าดูปฏิกิริยาของกลุ่มเป้าหมายว่าทำอะไรกับตัวโฆษณาของเราบ้าง ทำการสั่งซื้อสินค้าตามปกติหรือไม่ โดยเฉพาะช่วงแรกอาจใช้เป็นช่วงทดลอง ควบคุมงบอย่างจำกัดจนกว่าจะแม่นใจว่าข้อมูลดังกล่าวสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง แต่หากเราพบความผิดปกติใดๆ เช่นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย แต่ปราศจากยอดการสั่งซื้อสินค้า ทางที่ดีคือรีบปิดโฆษณาไปก่อนเลยเพื่อความปลอดภัยของเงินของเรา

 

การจัดเตรียมฐานข้อมูลลูกค้ามาสร้าง Lookalike Audience

อย่างน้อยที่สุดในการทำ Lookalike Audience นั้นเราจำเป็นต้องมีฐานลูกค้าไม่ต่ำกว่า 1 พันคนเพื่อสร้างความแม่นยำให้เครื่องมือสามารถวิเคราะห์ ยิ่งจำนวนลูกค้าเยอะทำให้ฐานข้อมูลเราใหญ่ จะช่วยกำจัดตัวแปรที่ผิดแปลกออกไปได้ดี แต่อย่างไรก็ตามหากฐานข้อมูลลูกค้าของเรามาจากการกด Like หรือกด Share จะให้ความแม่นยำได้น้อยกว่าในการวิเคราะห์ จึงอาจใช้ฐานข้อมูลลูกค้าที่มากกว่าหลายเท่า อาจกำหนดไว้ที่ 5 เท่าจากปกติเลยเพื่อให้วิเคราะห์ข้อมูลออกมาแม่นยำที่สุด

วิธีในการสร้าง Lookalike Audience

การสร้าง Lookalike Audience นั้นไม่ได้ทำยาก โดยมีวิธีง่ายๆที่ทุกท่านสามารถทำได้ มาดูกันเลยว่ามีช่องทางไหนที่สามารถทำได้บ้าง

  1. สร้างจาก Engagement หรือคนที่ให้ความสนใจในตัวโฆษณาที่คุณสร้างขึ้น โดยวัดจากการกดถูกใจ การกดแชร์ รวมไปถึงการแสดงความคิดเห็นบนโฆษณาของเรา
  2. ใช้รายชื่อ Email ในการสร้าง Lookalike Audience ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการใช้ Email ที่สมัครใช้งานกับ Facebook เพื่อนำมาวิเคราะห์ หากเรามีฐานข้อมูลลูกค้าที่ประกอบด้วยอีเมล์ต่างๆอยู่แล้ว เราสามารถใช้ Email เหล่านี้มาใช้วิเคราะห์ได้ เพราะ Facebook จะนำข้อมูลจากอีเมล์ที่สมัครเล่น Facebook มาสร้าง Lookalike Audience ให้กับเรา
  3. สร้างจากการคลิกเข้าไปยังเว็บไซต์โดยคลิกผ่าน Facebook ซึ่งการสร้างด้วยวิธีนี้จะวัดมาจากระยะเวลาที่ผู้ใช้เข้าไปอยู่ในเว็บของเรา Facebook ทราบว่าผู้ใช้รายนั้นเข้าไปยังเว็บของเรานานแค่ไหน กี่นาที ข้อมูลดังกล่าวค่อนข้างละเอียดจึงวัดได้ว่าลูกค้ามีความสนใจในสินค้าหรือบริการของเรามากมายเพียงใด
  4. ใช้เบอร์โทรในการสร้าง โดยเบอร์โทรของลูกค้าที่เราสามารถเก็บรวบรวมได้ก็สามารถนำมาสร้าง Lookalike Audience ได้ไม่ยาก เพราะ Facebook ได้เก็บรวบรวมเบอร์โทรศัพท์จากผู้ใช้งานเอาไว้ จึงรู้พฤติกรรมของลูกค้าดี การใช้เบอร์โทรศัพท์จึงเป็นวิธีที่ได้ผลไม่ต่างจากการใช้อีเมล์
  5. ใช้ผู้ที่ถูกใจแฟนเพจของเรา ยอดไลค์หรือคนที่เข้ามาถูกใจแฟนเพจของเรา แน่นอนว่าพวกเขาต้องมีความสนใจในสินค้าและบริการของเราอยู่แล้ว ยิ่งถ้าเราสามารถขายสินค้าผ่านแฟนเพจของเราได้ดีและมีผลตอบรับเข้ามายอดเยี่ยม ขอแนะนำให้ใช้คนที่ถูกใจแฟนเพจของเราในการสร้าง Lookalike Audience ได้เลย แต่อย่างไรก็ตามการใช้ฐานข้อมูลประเภทรายการเบอร์โทรศัพท์และอีเมล์มักให้ผลที่แม่นยำกว่ามาก เพราะเราได้เก็บมาจากลูกค้าที่ซื้อสินค้าของเราจริงๆ

 

3 เทคนิคการใช้ Lookalike Audience เพื่อสร้างผลตอบรับที่ดีที่สุด

จากข้อมูลข้างต้น พวกเราก็ทราบกันแล้วใช่ไหมว่าตัว Lookalike Audience นั้นมีประโยชน์มาก เปรียบเสมือนอาวุธปืนที่สามารถเคลื่อนตัวไล่ตามกลุ่มเป้าหมายได้โดยที่ผู้ใช้อาจไม่จำเป็นต้องเก่งมาก เพราะช่วยตรวจหาข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างละเอียด ทำให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้า ทำยอดขายได้อย่างไม่น่าเชื่อ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจก็มีมากเช่นกัน สำหรับในส่วนนี้ขอแนะนำกลยุทธ์ที่จะช่วยให้ท่านสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจากการใช้เครื่องมือตัวนี้ พร้อมแล้วมาดูกันเลยว่าสามารถทำอย่างไรได้บ้าง

1.ควรมีลูกค้าจำนวน 300 คนขึ้นไป

สำหรับกรณีที่แฟนเพจของคุณมีลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าวันละ 2 ถึง 3 คน เมื่อเฉลี่ยต่อเดือนก็อาจมีลูกค้าทั้งหมด 60 ถึง 90 คน ซึ่งไม่ถึง 300 คนด้วยซ้ำ จึงยังไม่ควรนำข้อมูลดังกล่าวมาสร้าง Lookalike Audience เนื่องจากอาจเก็บตัวแปรมาผิดพลาด ได้ข้อมูลไม่เพียงพอ ซึ่งจำนวนคนแค่นี้โดยปกติสามารถหาได้ง่ายอยู่แล้ว อาจจะบังเอิญมาจากปากต่อปากของลูกค้าเก่า หรือบุคคลหน่วยงานเดียวกันที่อยากสั่งของเหมือนๆกัน ซึ่งการได้ข้อมูลลักษณะนี้มาวิเคราะห์ไม่สามารถทำให้เราได้กลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงในการลงโฆษณา Facebook ดังนั้นทางที่ดีคือให้เราลงโฆษณาแล้วเก็บข้อมูลลูกค้าอย่างหลากหลายและเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ได้ข้อมูลทางสถิติที่แม่นยำมากกว่านี้

2.เลือกข้อมูลมาวิเคราะห์โดยคัดแยกก่อน

ในการทำ Lookalike Audience ที่ดี เราจะต้องมีการเลือกข้อมูลมาทำให้ดีด้วย ไม่ใช่เลือกข้อมูลมั่วๆ พยายามเน้นลูกค้าที่ซื้อสินค้าของคุณจริงหรือลูกค้าที่มีแนวโน้มในการซื้อสินค้าบริการ ไม่ใช่ใครก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับเพจของคุณ เทคนิคง่ายๆ ลองเลือกเฉพาะคนที่สั่งซื้อเข้ามาเท่านั้น หรือเอาเบอร์และอีเมล์ติดต่อของลูกค้ามาทำก็ได้

3.เน้น Conversion ที่มีแนวโน้มการซื้อ

ความหมายของ Conversion คือลูกค้าทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับโฆษณาของเรา อาทิเช่น การคลิกโฆษณา การกดถูกใจ การแสดงความคิดเห็น รวมไปถึงการซื้อสินค้าอีกด้วย สำหรับ Conversion หลักที่เราต้องเก็บมาทำ Lookalike Audience นั่นก็คือข้อมูลการซื้อสินค้าหรือ Conversion การซื้อ ซึ่งอาจใช้ Facebook Pixel มาเก็บข้อมูลก็ได้

จากการศึกษา Lookalike Audience เบื้องต้น ท่านคงทราบแล้วว่าหากเราขาดการใช้เครื่องมือประเภทนี้ไป ร้านค้าของเราจะเสียเปรียบทางธุรกิจให้กับรายอื่นๆที่นำเครื่องมือชนิดนี้ไปใช้มากแค่ไหน ดังนั้นอย่าลังเลที่จะเริ่มใช้งานเพื่อโอกาสที่มากที่สุดที่จะทำให้ท่านได้เปรียบในการทำธุรกิจ

กลยุทธ์ประมูลโฆษณา Facebook

แท้จริงแล้วการทำโฆษณากับ Facebook ไม่ได้ยากเท่ากับการทำโฆษณากับ Google Adwords เนื่องจากโฆษณา Facebook จะเน้นกลุ่มเป้าหมายที่กว้างกว่า เราไม่จำเป็นต้องเจาะจงกลุ่มเป้าหมายเยอะมาก ค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงสินค้าของแต่ละคนไม่ได้แพงเท่ากับการลงโฆษณากับ Google Adwords เพียงแต่ว่าการลงโฆษณากับ Google นั้นมักสามารถเข้าถึงเป้าหมายที่ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าของเราได้จริง แต่ด้วยราคาคลิกที่สูง การลงโฆษณากับ Google ให้ได้กำไรจึงมักทำได้ยากกว่า Facebook โดยเฉพาะมือใหม่หลายคนที่ลองผิดลองถูกมักพบว่า Facebook ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าสำหรับคนที่เข้ามาทำตลาดออนไลน์ใหม่ๆ ดังนั้นด้วยผลลัพธ์ที่ดีเช่นนี้ เราจึงไม่ควรพลาดโอกาสที่จะสร้างมูลค่าหรือผลกำไรที่มากขึ้นให้กับธุรกิจของเรา หลายคนละเลยที่จะเก็บข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงโฆษณาใน Facebook เนื่องจากมองว่าเห็นผลลัพธ์ชัดเจนแล้ว แต่ทราบหรือไม่ว่าเรามีโอกาสที่จะลดต้นทุนราคาโฆษณาไปเรื่อยๆ ถ้าเราเก็บผลลัพธ์ มีการบันทึกกลุ่มเป้าหมายไว้อย่างดี

 

กลไกการคิดค่าโฆษณาของ Facebook

แน่นอนว่าทุกคนหวังที่จะจ่ายค่าโฆษณาต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับการลงโฆษณากับ Facebook หลายคนมองว่ายิ่งเราจ่ายค่าโฆษณาต่อผลลัพธ์การเข้าถึงได้น้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เราประหยัดและประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น จึงมีหลายคน รวมทั้งนักการตลาดด้วยที่จะพร้อมใจกันบิตราคาต่อการเข้าถึงให้ถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อหวังว่าเราจะได้รับการเข้าถึงที่ถูกลง แต่หลายคนไม่ทราบว่า Facebook ได้จัดกลุ่มผู้ใช้งานออกเป็นกลุ่มต่างๆเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้า กลุ่มที่อาจจะซื้อได้ รวมไปถึงกลุ่มที่ไม่ได้มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าใดๆเลย ซึ่งการที่เราบิตราคาโฆษณานั้น ถ้าเราบิตในราคาที่ต่ำ แน่นอนว่า Facebook จะส่งโฆษณาของเราไปแสดงให้กับคนที่มีแนวโน้มที่จะไม่ซื้อสินค้า เนื่องจากกลุ่มคนที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าจะได้เห็นโฆษณาของคนที่บิตราคาโฆษณาที่สูงกว่า Facebook จัดคนเป็นกลุ่มๆเอาไว้เพื่อที่จะใช้ในการคิดค่าโฆษณาได้ง่ายขึ้น ดังนั้นยิ่งเราบิตราคาที่สูงมาก Facebook ยิ่งนำโฆษณาของเราไปแสดงให้กับคนที่มีแนวโน้มที่จะซื้อสูงก่อน แต่หากเราบิตในราคาที่ต่ำเกินกว่าตลาด ก็จะถูกผู้ลงโฆษณารายอื่นให้ราคาที่ดีกว่าได้ลูกค้าที่มีคุณภาพไป นั่นหมายความว่าการบิตราคาโฆษณาเพื่อให้ได้กลุ่มคนเข้าถึงมากแต่จ่ายต้นทุนโฆษณาน้อย ไม่ได้ทำให้เราประสบความสำเร็จในการขายของ เพราะกลุ่มคนที่เราได้มามักเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีกำลังซื้อสินค้า การประมูลราคาในการเข้าถึงที่ดีที่สุดสำหรับ Facebook นั้น เราจะต้องเน้นประมูลจากราคาสูงก่อน แล้วค่อยลดลงมา เพื่อให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่แน่นอนที่สุด แตกต่างกับ Google Adwords ที่เรารู้อยู่แล้วว่าอยากให้ลูกค้าเข้ามายังเว็บไซต์ของเราจากการค้นหาคีย์เวิร์ดอะไร เราจึงสามารถเริ่มประมูลที่ราคาต่ำก่อน เพราะไม่ว่าราคาไหนก็ย่อมเป็นลูกค้ากลุ่มเดิมอยู่ดี

 

การประมูลราคาโฆษณาที่ถูกต้อง

การประมูลราคาค่าโฆษณา Facebook ที่ดีที่สุดนั่นก็คือการเริ่มประมูลโดยบิตในราคาคลิกที่สูงที่สุดไว้ก่อน ซึ่งหากเรากังวลว่าถ้าเราบิตกันที่ 10 บาทต่อการคลิกเข้ามา 1 ครั้งจะสูงไปหรือเปล่า แท้จริงแล้วเราไม่ต้องกังวลปัญหาตรงนี้เลย เพราะ Facebook จะคิดราคาโฆษณาของเราตามจริง ถ้าคนอื่นๆประมูลกันที่ 1 บาทต่อคลิก เราก็อาจจะจ่ายแค่ 1 บาทกว่าๆเท่านั้นเอง เพราะ Facebook จะเทียบกับผู้ลงโฆษณาส่วนใหญ่ว่าเจ้าที่จ่ายแพงติดอันดับต้นๆอยู่ที่เท่าไหร่กัน ก็อาจจะเพิ่มราคาโฆษณาของเราให้แพงกว่านิดหน่อยเพื่อให้โฆษณาของเราเข้าถึงเป้าหมายได้ก่อนเจ้าอื่นๆ Facebook ไม่เอาเปรียบเราอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นถ้าเราบิตราคาไว้ที่ 10 บาทต่อการคลิกเข้ามาแต่ละครั้ง นั่นหมายความว่าเรามีโอกาสที่จะจ่ายค่าโฆษณาได้สูงสุดแต่ละคลิกที่ 10 บาท ถ้าเรารู้สึกกังวลเกินไปเพราะอัตราค่าโฆษณาดังกล่าวค่อนข้างสูง ให้เราใช้วิธีการตั้งงบแต่วันละไว้ก่อนได้ เช่นไม่เกิน 300 บาท เพียงเท่านี้ ถ้าคนถล่มเข้ามาพร้อมๆกันทีเดียว ไม่ว่าอย่างไร Facebook ก็ไม่มีทางคิดเราเกิน 300 บาทอยู่ดี เพียงเท่านี้ก็ช่วยป้องกันการจ่ายค่าโฆษณาที่สูงเกินไปได้แล้ว ดังนั้นสำหรับการลงโฆษณากับ Facebook อย่ากลัวที่จะบิตในราคาที่สูงเพื่อให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสินค้าของเราจริงๆ นอกจากนี้ยังพบว่าการลงโฆษณาด้วยราคาที่ถูกกลับมีอัตราค่าใช้จ่ายต่อการมีส่วนร่วมที่ไม่ได้ต่างจากการบิตราคาในราคาต่ำๆเท่าไหร่นัก เนื่องจากการบิตในราคาที่สูงเราจะได้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีเงินและพร้อมจะซื้อสินค้าของเรามากกว่า ทำให้เกิดการตอบกลับโฆษณาสูงกว่า ทั้งยังทำให้อนาคตโอกาสที่เราจะจ่ายค่าโฆษณาต่อการมีส่วนร่วมต่ำลงเรื่อยๆ เนื่องจาก Facebook ได้เรียนรู้และพยายามหากลุ่มเป้าหมายที่ดีที่สุดให้กับสินค้าของเราตลอดเวลา ดังนั้นไม่ต้องกลัวเลยว่าการบิตในราคาที่สูงจะทำให้เราเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ ยิ่งบิตแพงยิ่งได้ผลดีแน่นอน

Facebook มีความเสถียรในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างเสมอต้นเสมอปลาย หากเราบิตในราคาที่สูงเอาไว้เสมอ Facebook จะคอยเรียนรู้การตอบสนองต่อโฆษณาของเราและเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ดีที่สุดให้กับโฆษณาของเราอยู่เสมอ ทำให้สินค้าบริการของเราขายได้ตามปกติสม่ำเสมอในทุกๆวัน หากเราพบว่าสินค้าของเราเริ่มจะขายไม่ได้ เริ่มไม่มีการสั่งซื้อหรือยอดขายลดลงไปมาก นั่นหมายความว่าเรากำลังบิตราคาโฆษณาที่ต่ำเกินไป ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่ Facebook จะนำโฆษณาของรายอื่นที่ยอมจ่ายสูงกว่าขึ้นมาแสดงแทน แล้วส่งโฆษณาของเราไปให้กลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มที่จะซื้อน้อยกว่า ดังนั้นเราจึงต้องกลับมาตรวจสอบการบิตราคาโฆษณาอยู่เสมอเพื่อให้โฆษณาของเรามีประสิทธิภาพสูงสุดในการเข้าถึงเป้าหมายที่จะซื้อสินค้า แม้ว่าคู่แข่งของเราจะใช้วิธีการเลือกบิตโฆษณาแบบ Auto Bidding ก็จะทำให้เขาต้องจ่ายค่าโฆษณาที่สูงเพราะต้องเป็นราคาที่สูงกว่าที่เราตั้งเอาไว้ สุดท้ายก็ไม่สามารถจ่ายไหวและล้มเลิกไปเอง อันนี้แหละคือช่องโหว่สำคัญในการลงโฆษณากับ Facebook ให้ได้เปรียบ นั่นก็คือการตั้งราคาโฆษณาให้สูง นอกจากเราจะจ่ายค่าโฆษณาตามจริงแล้ว ยังช่วยป้องกันคู่แข่งได้อีกด้วย

 

เปรียบเทียบ Manual หรือ Auto Bidding อันไหนดีกว่า

การบิตราคาในการโฆษณาของ Facebook มี 2 ลักษณะนั่นก็คือการบิตราคาแบบ Manual และการบิตราคาแบบ Auto Bidding ซึ่งการบิตราคาแบบ Manual หมายถึงการบิตราคาโฆษณาโดยเรากำหนดไปเองได้เลยว่าเราพร้อมจะจ่ายให้กับ Facebook ในราคาเท่าไหร่ต่อการคลิก 1 ครั้ง อาจจะใส่เป็น 5 บาท 10 บาท หรือตามที่เราพร้อมได้เลย Facebook ไม่บังคับในการใส่ราคาโฆษณาดังกล่าว ยิ่งเราใส่ราคาสูงกว่าคู่แข่ง เราก็จะได้โอกาสในการเข้าถึงเป้าหมายที่มีกำลังซื้อมากกว่านั่นเอง

สำหรับการบิตโฆษณาในลักษณะ Auto Bidding เป็นการประมูลราคาโฆษณาโดยให้ Facebook กำหนดให้เรา ซึ่งมักจะกำหนดให้เราที่ราคาสูงสุดของคนที่ประมูลแบบ Manual เล็กน้อย เพื่อให้โฆษณาของเรามีโอกาสแสดงไปยังผู้ใช้งานมากที่สุด การเลือกประมูลราคาแบบนี้มักทำให้เราสามารถใช้จ่ายตามงบที่ตั้งไว้ในแต่ละวันได้หมดพอดี เพราะ Facebook แสดงโฆษณาของเราเป็นอันดับแรกก่อนเสมอ เพราะจะบิตราคาโฆษณาของเราให้มีราคาสูงสุดต่อการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย แต่สำหรับคนที่อยากลงโฆษณากับ Facebook ใหม่ๆให้เห็นผลชัดเจน ขอให้เริ่มต้นลงโฆษณาแบบ Auto Bidding ก่อน แม้จะต้องใช้จ่ายด้วยงบประมาณทั้งหมดที่เราวางเอาไว้ในแต่ละวัน แต่มีข้อดีคือทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่าคู่แข่งของเรานั้นกำลังบิตราคาโฆษณาสูงสุดที่เท่าไหร่ เราควรบิตราคาที่เท่าไหร่ถึงจะเข้าสู้ได้ หรืออาจบิตราคาที่ใกล้เคียงกันเพื่อให้โฆษณาของเรามีโอกาสที่จะแสดงผลไม่ต่างจากคู่แข่งมาก เพราะในความเป็นจริงเมื่องบเราหมดไปก่อน ก็มักมีโฆษณาของคู่แข่งมาแสดงผลแทนอยู่แล้ว ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องกำหนดงบต่อการเข้าถึงแพงกว่าคู่แข่งมากนัก

 

กลไกของการจ่ายค่าโฆษณา

ในการจ่ายเงินค่าโฆษณาตามงบประมาณที่เราตั้งไว้ให้กับ Facebook จะมีความเกี่ยวเนื่องกับเวลามาก โดยทั่วไปถ้าเรากำหนดให้โฆษณาของเราเป็นลักษณะ Auto Bidding หรือโฆษณาที่ประมูลราคาขึ้นลงที่กำหนดโดย Facebook เราก็มักจะจ่ายงบประมาณค่าโฆษณาไปหมดในแต่ละวันพอดี เพราะ Facebook ต้องใช้กลไกทุกอย่างที่จะปล่อยโฆษณาของเราออกไปด้วยค่าโฆษณาที่สูงกว่าคนที่ประมูลแบบ Manual ทำให้เราต้องจ่ายค่าโฆษณาหมดตามงบที่ตั้งไว้ สมมติว่าวันนี้เราปรับงบค่าโฆษณาไว้ที่ 5 พันบาทต่อไปในเวลา 5 ทุ่ม งบ 5 พันบาทที่เราตั้งไว้รับรองว่าจะหมดภายใน 1 ชั่วโมง เพราะอีก 1 ชั่วโมงก็จะหมดวันแล้ว Facebook ย่อมหาโอกาสในการแสดงโฆษณาของเราให้มากที่สุดเพื่อที่จะเก็บเงินเราให้ได้ตามจำนวนที่เราตั้งไว้ ดังนั้นการที่เราจะปรับงบประมาณค่าโฆษณาในแต่ละวันนั้น ขอแนะนำให้ผ่านวันนั้นๆไปก่อน หรือปรับงบหลังเที่ยงคืนจะดีที่สุดเพื่อให้เราสามารถติดตามผลการใช้งบที่เหมาะสมที่สุด ไม่ใช่การใช้งบหวือหวาในเวลาสั้นๆ ซึ่งทำให้เราไม่สามารถวัดผลที่แท้จริงได้ว่าโฆษณาของเราประสบความสำเร็จมากแค่ไหน

 

สรุปกลยุทธ์สำคัญในการประมูลโฆษณา Facebook

การประมูลราคาโฆษณาต่อการเข้าถึงให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการทำตลาดใน Facebook เนื่องจาก Facebook ได้จัดกลุ่มผู้มีแนวโน้มในการซื้อสินค้าไว้ให้เราแล้ว หากเราประมูลในราคาที่ต่ำ เราก็อาจได้รับการเข้าถึงจากกลุ่มเป้าหมายในปริมาณที่ไม่ต่างจากคนที่ประมูลโฆษณาด้วยราคาที่แพงกว่า แต่กลุ่มเป้าหมายที่เราได้จะไม่มีกำลังซื้อมากเท่ากับการประมูลในราคาสูง ดังนั้นทางที่ดีในการเริ่มต้นให้เราเลือก Auto Bidding หรือให้ Facebook ประมูลให้เราอัตโนมัติก่อน แล้วมาวิเคราะห์ว่าคู่แข่งของเราประมูลกันที่เท่าไหร่ จากนั้นเราจึงสามารถกำหนดราคาการลงโฆษณาแบบ Manual เพื่อไม่ให้มีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป แม้เราจะประมูลด้วยราคาที่สูงในแบบ Manual ก็ไม่ได้ทำให้เราจ่ายแพงแต่อย่างใด เพราะสุดท้ายเราก็จ่ายมากกว่าคนที่จ่ายสูงสุดเพียงเล็กน้อยหากเราประมูลในราคาแพงมาก โดยการเปลี่ยนแปลงงบโฆษณาของเรานั้นต้องทำหลังเที่ยงคืนเพื่อให้การวัดผลประสิทธิภาพของโฆษณาของเราถูกต้อง ไม่ใช่การวัดผลเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหมดวัน ยิ่งเป็นช่วงค่ำๆไม่ควรเปลี่ยนแปลงงบประมาณโดยเด็ดขาด

 

รวมวิธีปรับโฆษณาขายของ Facebook เพื่อเร่งยอดขาย

นักการตลาดหรือคนที่ลงโฆษณา Facebook มานานนับปีคงทราบดีว่าหากเราได้เทคนิคหรือวิธีการในการได้เปรียบกว่าคนอื่น เราก็ไม่สามารถใช้วิธีนั้นได้นาน เพราะ Facebook ปรับเปลี่ยนระบบโฆษณาอยู่ตลอดเวลา หากเรารู้ว่าทำแบบไหนได้เปรียบ แน่นอนว่าในไม่ช้าการทำแบบนั้นในเวลาไม่ช้าราคาโฆษณาจะสูงขึ้น เพราะระบบของ Facebook มีการเรียนรู้ Demand & Supply อย่างดี ไม่มีทางยอมเสียเปรียบเราเด็ดขาด เราทำวิธีไหนได้ผลดีแล้วใช้ไปสักพักหรือมีคนใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่า Facebook มองเห็น Demand ตรงนั้นแน่นอน ราคาโฆษณาก็จะค่อยๆสูงขึ้น หรือมีการปรับ Algorithm ทุกรูปแบบไม่ยอมเสียเปรียบผู้ลงโฆษณาเด็ดขาด สิ่งที่นักการตลาดต้องทำเมื่ออยากลงทุนโฆษณากับ Facebook คือจะต้องปรับตัวอยู่เสมอ ต้องเก็บข้อมูลสถิติ ข้อมูลลูกค้า เพื่อวางแผนลงโฆษณาให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างได้เปรียบมากที่สุด สำหรับบทความนี้เราขอแชร์วิธีที่เป็นสูตรเด็ด เหมาะสำหรับคนที่อยากลงโฆษณาเพิ่มยอดขายแบบให้ลูกค้ามาถล่มกันไปเลย

วิธีใช้รูปคนจริงแทนการใช้รูป Stock

จากผลสำรวจอัตราการตอบกลับโฆษณาระหว่างแบรนด์ที่ใช้รูปคนขององค์กรจริงๆมาทำโฆษณากับโฆษณาที่ใช้รูป Stock พบว่าโอกาสที่รูปคนจริงได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย มีมากถึงร้อยละ 35 เลยทีเดียว นั่นหมายความว่าเราจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาหรือสามารถทำกำไรได้มากขึ้นถึง 35 เปอร์เซ็นต์โดยใช้งบโฆษณาเท่าเดิม ซึ่งการใช้รูป Stock ยังคงแพร่หลายมาก แม้จะเอารูปคนจริงมาใช้ได้ไม่ยาก แต่บริษัทหรือองค์กรต่างๆที่อยากลงโฆษณายังคงขาดความมั่นใจในการนำรูปคนขององค์กรมาใช้ เนื่องด้วยการไม่มั่นใจในสินค้าหรือบริการของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ก็ยังเลือกที่จะใช้รูป Stock แทนรูปคนของบริษัทจริง ทำให้ผลตอบกลับมาไม่ดีเท่าที่ควร ท่านทราบไหมว่าการใช้รูป Stock นั้นมีผลไปถึงความรู้สึกของผู้ใช้งานเมื่อเห็นโฆษณา ทำให้ผู้ใช้งานที่เห็นโฆษณาจากรูป Stock นั้นรู้ได้เลยว่าแบรนด์ดังกล่าวไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีคุณภาพ เพราะเจ้าของแบรนด์สินค้ายังไม่มั่นใจในแบรนด์ตัวเองเลย มีโอกาสที่ผู้ใช้งานจะข้ามผ่านโฆษณาดังกล่าวไปโดยไม่ให้ความสนใจใดๆ ทำให้ Conversion ตกลงและเราก็ต้องจ่ายค่าโฆษณาสูงขึ้น เพราะคนเข้าถึงโฆษณาเรามาก แต่มีจำนวนคลิกน้อยลง

 

วิธีการใช้เทคนิคใช้รูปโฆษณาที่ผู้ใช้คาดไม่ถึงจะว่าจะเห็น

อย่างที่ทราบว่าเราเมื่อเจอโฆษณาในสื่อออนไลน์ ไม่ว่าโฆษณาจะออกมาอย่างไร สิ่งแรกที่เราอยากทำคือพยายามเลื่อนหนีให้เร็วที่สุด แต่มีวิธีที่จะดึงคนเข้ามาดูโฆษณาของเราได้คือการใช้รูปภาพหรือวิดีโอโฆษณาที่ไม่มีผู้ใช้งานคนใดคาดได้ว่าเราจะใช้รูปนั้นสำหรับสินค้าของเรา อาทิเช่น ขายอุปกรณ์กีฬา แขนข้างที่เราออกกำลังกาย ยกน้ำหนักปุ๊บกล้ามงอกออกมาเทียบกับอีกข้างชัดเจน คุณคิดว่าผู้ใช้งานยังจะเลื่อนผ่านโฆษณาของคุณอีกไหม ยิ่งคนที่สนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว คุณยิ่งได้พวกเขามาถูกใจเพจของคุณแบบชัวๆเลย ยิ่งคุณสามารถดึงดูดให้คนสนใจโฆษณาของคุณและมีอัตราการตอบสนองมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งจ่ายค่าโฆษณาถูกลงไปเรื่อยๆ ซึ่งกลยุทธ์การใช้รูปภาพที่ผู้ใช้คาดไม่ถึงนั้นได้ผลดี เพราะผู้ใช้ส่วนใหญ่เห็นโฆษณารูปแบบเดิมๆกันทั้งวัน หลายคนอาจเจอโฆษณาสองตัวจากคนละแบรนด์แต่ใช้รูป Stock แบบเดียวกันด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้โฆษณาแบบซ้ำๆเดิมๆจึงน่าเบื่อมากๆ ไม่มีใครอยากกดเข้าไปแน่นอนเพราะไม่อยากเข้าไปเจออะไรเดิมๆ มีแต่คนที่อยากเจออะไรใหม่ๆ ดังนั้นอย่าลืมทำรูปที่ไม่มีใครคาดถึงว่าเราจะเอามาใช้กับโฆษณาของเรา

 

วิธีใช้เทคนิคเพิ่มตัวเลขให้กับโฆษณา

แน่นอนว่าคนยุคนี้เบื่อโฆษณาแบบตัวอักษรกันเต็มทนแล้ว แทบไม่มีใครอยากอ่านโฆษณาที่เขียนมาเป็นข้อความยาวๆ เพราะมีทางเลือกในการอ่านโฆษณาแบบอื่นๆที่ดูง่าย ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาแบบรูปภาพ วิดีโอ ก็ดูได้ง่ายกว่าทั้งหมด ใครจะมาเสียเวลากับการอ่านรายละเอียดยาวๆ แต่หากเรายังอยากใช้ตัวอักษรในการโฆษณาอยู่ เราสามารถหาวิธีที่ได้เปรียบได้ไม่ยาก เพียงลองหาตัวเลขมาใช้ในโฆษณาของเรามากขึ้น ไม่เพียงแต่โฆษณาแบบข้อความเท่านั้น แต่เรายังสามารถใส่ตัวเลขลงไปในโฆษณาแบบรูปภาพเพื่อสร้างความสนใจให้คนสนใจโฆษณาของเรามากขึ้น ตัวเลขที่ได้ผลอย่างมากนั่นก็คือตัวเลขการกดไลค์ กดแชร์ การแสดงความคิดเห็น ตัวเลขเหล่านี้เรียกได้ว่าเป็น Social Proof ซึ่งหากโฆษณาตัวใดที่ได้รับความสนใจจากผู้ใช้ ก็จะมีผู้ใช้รายอื่นๆเข้ามาตอบสนองกับโฆษณาของเรามากขึ้น เพราะ Facebook ถือว่าเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่ผู้เล่นต้องการหาสังคม การลงโฆษณาก็เช่นกัน ถ้าโฆษณาของเรามีคนมาตอบสนองเยอะๆ มีการแสดงความคิดเห็น เกิดเป็นสังคมขึ้นมาก็ทำให้ได้กลุ่มเป้าหมายของ Facebook ไป ดังนั้นในการออกแบบโฆษณาพยายามโชว์ตัวเลขต่างๆที่เกิดจากกลุ่มผู้ใช้ให้มากที่สุด อาทิเช่น ยอดกดไลค์แฟนเพจ รายการคนแสดงความคิดเห็นต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการทำตามและได้รับการวางใจจากผู้ใช้ว่าเพจดังกล่าวมีคนใช้อยู่จริง

 

วิธีการใช้เทคนิคเพิ่ม Emoji ลงในโฆษณา

โดยเราสามารถเพิ่มได้ทั้งข้อความและรูปภาพ การใช้วิธีนี้ได้รับการทดสอบแล้วว่าได้ผลลัพธ์ที่ดีจริงๆ โดยเทียบโฆษณาประเภทเดียวกันที่ใส่ Emoji และไม่ใส่ Emoji พบว่าตัวโฆษณาที่ใส่ Emoji ได้ผลลัพธ์อัตราตอบสนองมากกว่าถึง 2.5 เท่า เนื่องจากผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ชอบอ่านข้อความในการแสดงความรู้สึก จึงพยายามหา Emoji ที่สามารถสื่ออารมณ์ซึ่งกันและกันได้ ทำให้สามารถสื่อสารกันได้ดีกว่าทั้งผู้ส่งและผู้รับข้อความ เราจึงอย่าพลาดที่จะเอาไอเดียนี้มาใช้กับโฆษณาของเราเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองสูงสุด พร้อมช่วยอธิบายอารมณ์ของโฆษณาของเราไปอีกด้วย

 

วิธีการใช้เทคนิคใส่รีวิวลูกค้าลงไปในโฆษณา

เราทราบกันดียิ่งโฆษณาของเราได้รับการตอบสนองจากผู้ใช้มากเท่าไหร่ยิ่งดี ยิ่งมียอดกดไลค์กดแชร์หรือแสดงความคิดเห็นก็ทำให้ผู้ใช้หลั่งไหลเข้ามาตอบสนองกับโฆษณาของเรามากขึ้นไปอีก ดังนั้นอีกเทคนิคที่หลายคนมองข้ามคือการใส่รีวิวลูกค้าลงไปในโฆษณาเพื่อแสดงให้ผู้ใช้งานทราบว่าโฆษณาของเรามี Social Proof จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองมากกว่าเดิม เพราะผู้ใช้รายอื่นๆเห็นชัดเจนว่าสินค้าบริการของเรามีการใช้จริงและมีการตอบสนองจากผู้ใช้งาน ทำให้มีโอกาสที่ผู้ใช้รายอื่นๆจะเข้ามาอ่านและตอบสนองต่อโฆษณาของเราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังกล้าสั่งซื้อสินค้าหรือบริการของเราอีกด้วย ถือว่าใส่รีวิวลงไปในโฆษณาจะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับเราแบบทวีคูณเลย แต่อย่างไรก็ตามการลงโฆษณากับ Facebook  ผู้ลงโฆษณาจะต้องเรียนรู้กฎการใช้ตัวอักษรในโฆษณาเสียก่อน ซึ่ง Facebook อนุญาตให้ผู้ลงโฆษณาสามารถใช้ตัวอักษรในรูปภาพได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของพื้นที่รูปภาพทั้งหมด ซึ่งกฎของ Facebook ค่อนข้างเคร่งครัด พยายามอย่าฝืนกันเด็ดขาด

 

วิธีการทำให้ลูกค้าวางใจหรือไม่กลัวที่จะซื้อสินค้าของเรา

การลงโฆษณาบน Facebook ยังมีอีกวิธีที่จะทำให้แฟนเพจของเราได้รับการตอบสนองมากขึ้นและเพิ่มยอดขายเข้ามาในตัว นั่นก็คือการหาวิธีที่จะทำให้ลูกค้าวางใจในการสั่งสินค้าของเราและไม่กลัวว่าที่จะสั่งซื้อสินค้าของเราไปไว้ ดังนั้นพยายามสร้างความไว้ใจบางอย่าง อาทิเช่น ติดป้ายบอกรับประกันคืนเงินใน 7 วัน ซึ่งยุคนี้เงินหายากมาก ดังนั้นการสร้างข้อเสนอคืนเงินให้กับลูกค้าที่ไม่พอใจในสินค้าของเราเป็นวิธีที่ได้ผลอย่างมาก ทำให้ลูกค้าเชื่อใจว่าเราจะขายสินค้าที่ดีมีคุณภาพจริงๆ เพราะในสายตาของผู้ซื้อหลายคนที่ตัดสินใจซื้อสินค้านั้น เรื่องเงินถือเป็นเรื่องใหญ่ หากจ่ายเงินไปแล้วก็อยากได้แต่ของที่ใช้ได้จริง หากเราเสนอไปแบบนี้จะทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าถ้าไม่ได้ของที่ต้องการก็ไม่ได้เสียเงิน สามารถขอคืนสินค้าและรับเงินคืนได้

 

วิธีการใช้เทคนิคเขียนข้อความสั้นและข้อความยาว

การเลือกเขียนข้อความสั้นๆหรือข้อความยาวๆ แม้จะมีจำนวนคำไม่ได้แตกต่างกันมาก แต่กลับมาผลต่อผู้ใช้ในการให้ความสนใจโฆษณาของเราเช่นกัน โดยโฆษณาที่ใช้คำประมาณ 20 คำ พบว่าได้รับการตอบสนองจากผู้ใช้งานน้อยกว่า โฆษณาที่ใช้คำในข้อความไม่ถึง 10 คำ โดยความแตกต่างในการตอบสนองอยู่ที่ร้อยละ 10 ดังนั้นเราจะสามารถเพิ่มคนที่สนใจในโฆษณาของเราได้อีก 10 เปอร์เซ็นต์และประหยัดค่าโฆษณาได้มากขึ้นถ้าใช้ตัวอักษรในโพสน้อยลง ซึ่งถ้าให้แน่ใจว่าโฆษณาของเรานั้นแบบไหนกันแน่ที่ได้ผลดีกว่ากัน ขอแนะนำให้ทำโฆษณาเหมือนกัน 2 ตัว แล้วสร้างความแตกต่างในจุดที่เราต้องการทดสอบเพียงจุดเดียว เราก็จะเห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจนแล้วว่าควรออกแบบโฆษณาแบบไหนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด

 

วิธีการใช้เทคนิคสร้างคำถามชวนสงสัย

อีกเทคนิคที่สามารถนำมาใช้ดึงผู้กลุ่มผู้ใช้ให้สนใจโฆษณาของเราได้มากขึ้นนั่นก็คือการเขียนโฆษณาให้เป็นคำถาม เพื่อที่จะทำให้ผู้ใช้ที่เห็นโฆษณาของเราเกิดการตั้งคำถามขึ้นมาจึงคลิกโฆษณาของเราได้ง่ายขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น โฆษณาที่เป็นลักษณะของคำถามชวนให้สงสัยยังเป็นโฆษณาที่สร้างการตอบกลับจากผู้ใช้ได้สูงอีกด้วย เป็นการกระตุ้นให้เกิดการกดถูกใจ มีการแสดงความคิดเห็นจากผู้ใช้ซึ่งกันและกัน มีการเข้ามาตอบคำถาม และกดแชร์ ทำให้โฆษณาลักษณะนี้จึงได้ผลลัพธ์ที่ดี ถ้าเราอยากให้โฆษณาของเราได้รับการตอบสนองสูงสุด ลองออกแบบโฆษณาที่เป็นการถามคำถามเพื่อชวนให้ผู้ใช้สงสัยก็สามารถทำให้เกิดการตอบสนองในรูปแบบต่างๆได้ไม่ยากเลย นอกจากนี้โฆษณาในลักษณะคำถามจะเป็นการบอกให้ผู้ใช้ทราบว่ามีคำตอบบางอย่างอยู่ข้างใน ทำให้ผู้ใช้อยากเข้ามาหาคำตอบอีกด้วย

 

วิธีสร้างความอยากรู้อยากเห็น

นอกจากเราจะเล่นโฆษณาให้เป็นในเชิงคำถามได้แล้ว การโฆษณาอีกรูปแบบที่มีลักษณะเดียวกับโฆษณาเชิงคำถามนั่นก็คือการเรียกร้องความสนใจโดยทำให้คนอยากรู้อยากเห็น ทำให้ผู้ใช้อยากรู้อะไรบางอย่าง หรือหาคำตอบจากสิ่งที่เราสามารถให้ได้ อย่างโฆษณาของ Uber ที่ได้ผลมากจะทำการตั้งคำถามในภาพว่า Does your car quality? หรือแปลเป็นภาษาไทนว่ารถยนต์ของคุณมีคุณภาพจริงหรือไม่ ทำให้เจ้าของรถยนต์ทั้งหลายต่างก็อยากรู้กันว่ารถของตัวเองนั้นมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด จึงกดเข้าไปยังโฆษณาเพื่อหาคำตอบที่ต้องการ ซึ่งทำให้โฆษณาดังกล่าวของ Uber ได้รับการตอบสนองสูงมาก และได้กลุ่มเป้าตรงกลุ่มด้วย ซึ่งจุดประสงค์ของโฆษณาคือต้องการเชิญชวนเจ้าของรถยนต์มาหารายได้ จึงโฆษณาเพื่อหาเจ้าของรถยนต์มาลองเช็คประเมินคุณภาพของรถตนเอง พร้อมเชิญชวนให้เข้าร่วม Uber เพื่อหารายได้นอกเวลาจากการใช้รถยนต์ของตนเอง นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างบริษัทรับทำ SEO รายใหญ่ที่ได้ทำโฆษณาลักษณะนี้ได้ผลที่ดีนั่นก็คือบริษัท Ahref ที่ตั้งคำถามในรูปภาพโฆษณาว่า How long does it take to rank in Google? หรือแปลเป็นภาษาไทยว่าจะต้องใช้เวลายาวนานแค่ไหนที่จะติดอันดับบน Google ซึ่งเราทั้งหลายที่เป็นนักการตลาดออนไลน์ทราบดีว่าการทำ SEO สำคัญมาก หากเราของเราติดอันดับที่ดีใน Google ทำให้คนค้นเจอและเพิ่มโอกาสการคลิกเข้ามา ยิ่งทำให้เรามีโอกาสในการนำเสนอสินค้าบริการของเรามากขึ้น และยังถือว่าเป็นการเพิ่มผู้เข้าชมที่เห็นผลในระยะยาวอีกด้วย ดังนั้นโฆษณาที่ชวนให้เราทราบว่าจะต้องใช้เวลานานสักแค่ไหนที่จะขึ้นอันดับ Google นักทำตลาดออนไลน์อย่างเราคงไม่รอช้า ต่างก็รีบเข้าไปหาคำตอบกันเลย

 

วิธีการใช้เวลาที่จำกัดในการกระตุ้นให้เกิดการซื้อ

เรารู้กันดีว่าลูกค้าหลายคนที่เข้ามายังร้านของเรานั้น มีทั้งคนที่ซื้อทันทีและคนที่รอไปก่อน ถึงเวลาที่พร้อมค่อยซื้อก็ได้ แต่เราก็สามารถกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้าของเราทันทีได้ด้วยการตั้งเวลาจำกัดในการนำเสนอสินค้าของเรา อาทิเช่น ลดราคาเหลือ 3 วันสุดท้าย หรือจำกัดจำนวนสินค้าเช่น เหลือ 5 ชิ้นสุดท้ายแล้ว เพียงเท่านี้ลูกค้าก็จะไม่ลังเลที่จะซื้อของจากร้านของคุณ แม้เราจะมองว่าการทำตลาดแบบไม่น่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีมากนัก แต่ทราบหรือไม่ว่าลูกค้าของเราโดยส่วนใหญ่กำลังมองหาสินค้าชิ้นนั้นอยู่โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเว็บไซต์ของเราเพียงเว็บเดียว แต่อาจเปิดเว็บอื่นๆเปรียบเทียบราคาอยู่ด้วยก็เป็นได้ ถ้าเราใช้เทคนิคลดราคาและจำกัดระยะเวลาก็จะทำให้ลูกค้าเห็นว่าเว็บของเราถูกกว่าและตัดสินใจสั่งสินค้าจากเว็บเราเลย เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับอีกเว็บแล้ว ของในเว็บเราถูกกว่าและต้องรีบซื้อเพราะมีเวลาจำกัด เพียงเท่านี้เราก็ได้ลูกค้ามาเป็นของเราแล้ว เว็บอื่นๆที่ลูกค้ากำลังเทียบราคาอยู่ก็ไม่สามารถขายสินค้าชิ้นดังกล่าวได้ก็จะเสียลูกค้าให้กับเรา

วิธีการใช้แต่งพื้นหลังรูปให้มีสีฉูดฉาดดึงดูดความสนใจ

เราคงได้เห็นโฆษณาทั่วๆไปของร้านค้าออนไลน์ที่พยายามใช้รูปสินค้านำเสนอให้กับผู้ใช้งานมากเกินไปเพื่อสร้างยอดขาย แท้ที่จริงแล้ววิธีการดังกล่าวเป็นวิธีที่มีการใช้กันเยอะมากๆและอาจจะมากเกินไปจนผู้ใช้รู้สึกเบื่อ ทางที่ดีคือนำเสนอสินค้าให้น้อยลงและใช้สีสันพื้นหลังของรูปเพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจจากผู้ใช้งานจริงๆจะได้ผลดีกว่ามาก อย่างตัวอย่างโฆษณาขายลิปสติกในรูปที่ไม่ได้เน้นพรีเซ้นต์ตัวสินค้าที่เราต้องการขายเพียงอย่างเดียว แต่การใช้สีพื้นหลังฉูดฉาด โดยไม่จำเป็นต้องใส่สินค้าให้ดูรกก็ไม่ได้ส่งผลให้สินค้าที่เราต้องการขายถูกลดความสนใจลงไปเลย แต่ยังทำให้สินค้าดูน่าสนใจ ดูมีราคามากขึ้นในสายตาผู้ใช้งานอีกด้วย

ซึ่งสีสันฉูดฉาดเหล่านี้ที่เรานำมาใช้ในการประกอบเป็นพื้นหลังของรูปภาพที่เราต้องการโฆษณานั้น แต่ละสีมีที่มาที่ไปและให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป สีเหลืองให้ความรู้สึกเป็นครอบครัวเดียวกัน ให้พลังงานบวก สีส้มให้ความรู้สึกเป็นเพื่อน แสดงถึงสภาพอารมณ์ที่มีความสุข สีแดงให้ความรู้สึกมีพลัง ความโดดเด่น ซึ่งการเลือกสีพื้นหลังมาตกแต่งสินค้าแต่ละตัวก็ย่อมให้ความรู้สึกไม่เหมือนกัน ดังนั้นต้องพิจารณาด้วยว่าเราต้องการขายอะไร ควรใช้สีอะไรมาตกแต่งพื้นหลังโฆษณาของเราถึงจะสื่อสารด้านอารมณ์กับผู้ใช้ได้จริง

วิธีการใช้เทคนิคใส่ส่วนลดลงไปในโฆษณาสินค้าของเรา

อีกวิธีที่กระตุ้นให้โฆษณาของเราโดดเด่นและน่าสนใจไปกว่าโฆษณาของรายอื่น นั่นก็คือการใส่ส่วนลดลงไปในรูปภาพ หัวข้อโฆษณา และข้อความเสียเลย เป็นกลยุทธ์ที่เราสามารถทำได้ทุกยุคทุกสมัยไม่มีตกเทรนด์และยังได้ผลดีไม่ว่ายุคไหน ไม่ว่าจะขายอะไร เป็นไอเดียที่ไม่ต้องคิดหรือประชุมกันนาน เพราะได้ผลแน่นอน เพียงใส่ Discount หรือส่วนลดลงไปก็ทำให้โฆษณาของเราได้รับความสนใจจากผู้ใช้งานได้แล้ว ซึ่งการที่ผู้ใช้งานเห็นโฆษณาหลายๆตัวพร้อมกันในแต่ละวัน โดยโฆษณาขายสินค้าทั่วไปมักไม่สามารถดึงดูดความสนใจได้มากนัก แต่การใช้ส่วนลดเป็นวิธีการที่ทำให้โฆษณาของเราเด่นกว่าเจ้าอื่น และได้รับการตอบรับที่ดี

วิธีการใช้เทคนิคเอารูปคนเข้ามาล่อเพื่อเรียกร้องความสนใจ

การโฆษณาที่ดี เราจะต้องเรียกร้องความสนใจจากผู้ใช้งานให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณาลงไปได้เยอะมาก ดังนั้นอีกวิธีที่เราสามารถใช้ได้นั่นก็คือการใช้รูปคนเข้ามาช่วย โดยเน้นให้ถ่ายตั้งแต่ใบหน้ายาวลงมาถึงไหล่ เพื่อเน้นให้เกิดความสงสัยหรืออยากรู้อยากเห็น เพราะไม่ว่าใครก็อยากรู้ทั้งนั้นว่าอยู่ๆรูปคนที่ขึ้นมาหน้าฟีดนั้นเป็นใคร ทำให้การโฆษณาโดยใช้รูปคนลักษณะนี้ได้รับการตอบรับที่ดีเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาเครื่องสำอาง อาหารเสริม หรือจะเป็นโฆษณาประเภทอสังหาริมทรัพย์ก็สามารถใช้วิธีเดียวกันก็ได้ผลดีไม่น้อยกว่ากันเลย

วิธีเขียนหัวข้อโฆษณาทำยอดขายปังๆ

สิ่งที่จะบ่งบอกว่าโฆษณาของเรามีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้หรือไม่นั้น ไม่ใช่เพียงราคาประมูลต่อการเข้าถึงเป้าหมายเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการออกแบบลักษณะของตัวโฆษณาว่าจะมีความน่าสนใจมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะการออกแบบหัวข้อโฆษณานั้นมีความสำคัญมากในการลงโฆษณาและสร้างความได้เปรียบสูงสุดในการแข่งขันอย่างมาก เพราะเมื่อมีการแข่งขันโฆษณาพร้อมๆกันทีละหลายๆเจ้า แน่นอนว่าสิ่งที่จะตามมานั่นก็คือผู้ใช้เริ่มเลือกเจ้าที่น่าสนใจที่สุดในการเข้าไปดูแล้ว ดังนั้นการตั้งหัวข้อโฆษณาให้ดึงดูดจะทำให้ผู้ใช้งานตัดสินใจเลือกเข้ามาดูโฆษณาของเราก่อนเป็นอันดับแรก

การใช้หัวข้อโฆษณาดึงดูดความสนใจ

เมื่อเรากำลังเล่น Facebook โดยการเลื่อนดูผ่านตาไปเรื่อยๆ ลองสังเกตุโฆษณาให้ดีๆ สมมติว่าเราเห็นโฆษณา 2 ตัวคล้ายๆกัน แต่เขียนหัวข้อต่างกัน ตัวที่ 1 เขียนหัวข้อว่า ร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่นกับโฆษณาตัวที่ 2 เขียนหัวข้อว่า ซื้อ 1 แถม 1 เสื้อผ้าแฟชั่นลดราคาคุณเองจะเลือกกดเข้าไปดูโฆษณาตัวไหน แน่นอนว่าคนไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ต้องตัดสินใจกดเข้าไปดูโฆษณาตัวที่ 2 อย่างแน่นอนคุณเองก็เหมือนกันใช่ไหม เพราะสามารถเขียนโฆษณาได้ดึงดูดกว่ามาก

หัวข้อต้องทำให้คนอ่านทราบว่าจะได้อะไร

การที่เราจะทำให้คนอ่านตัดสินใจเลือกเข้ามากดเข้ามาอ่านบทความที่เราโฆษณาไว้นั้น เราจะต้องเขียนหัวข้อให้คนอ่านทราบก่อนว่าถ้าเขากดอ่าน เขาจะได้อะไรจากการเข้ามาอ่านโฆษณาของเรา เพราะคนอ่านไม่มีทางเลือกอ่านหรือสนใจเนื้อหาและโฆษณาที่เขาไม่ได้รู้ก่อนว่าถ้าเขามาอ่านนั้นเขาจะได้รับอะไร เนื่องจากมีโฆษณาและบทความอื่นๆที่จะสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว ไม่จำเป็นว่าเขาจะต้องเสียเวลากับโฆษณาที่ไม่ได้ทำให้เขารู้ว่าต้องการสื่อสารอะไรกันแน่ การเขียนหัวข้อที่ดีคือสื่อสารให้คนอ่านทราบก่อนเลยว่าถ้าเขาเข้ามาอ่านหัวข้อของเราจะได้อะไรบ้าง อาทิเช่น เขียนหัวข้อว่า ครีมทำให้ผิวขาวทันทีจะดีกว่าการใช้คำโฆษณาว่า ครีมบำรุงผิวอย่างมาก เพราะผู้อ่านจะรู้แล้วว่าเราขายอะไร และเข้ามาแล้วจะได้รู้จักสินค้าอะไร ดังนั้นการตั้งหัวข้อ ต้องแอบมีจุดประสงค์บางอย่างให้ผู้อ่านทราบว่ามีอะไรอยู่ในโฆษณาของเรา

หัวข้อกับความสนใจของผู้อ่าน

พยายามที่จะเขียนหัวข้อโฆษณาของคุณให้ตรงกับความสนใจของผู้อ่านอยู่เสมอ ซึ่งจึงเกิดคำถามตามมาแล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าผู้อ่านกำลังสนใจเรื่องอะไรกันบ้าง แล้วจะเขียนหัวข้ออย่างไรให้ตรงกับความสนใจผู้อ่านทุกคน เทคนิคนี้ง่ายมากเพียงเราใช้เทรนด์ในช่วงเวลานั้นมาช่วยในการเขียนหัวข้อ อาจใช้ Google Trends เพื่อวิเคราะห์ว่าช่วงนั้นเทรนด์อะไรบ้างที่มาแรง อาทิเช่น ช่วงเลือกตั้งก็จะมีเทรนด์ของพรรคการเมือง เราก็เขียนหัวข้อโฆษณาให้สื่อถึงอะไรสักอย่างให้เกี่ยวข้องกันให้ได้ เช่น พรรคไหนไม่รู้ ขอเลือกมาพักที่กระบี่ดีกว่าเป็นลักษณะการเขียนหัวข้อให้ดึงดูดความสนใจจากผู้อ่านเพิ่มขึ้น แม้โฆษณาของเราจะมีโอกาสดึงความสนใจจากผู้ใช้งานยาก แต่ก็ใช้ได้ผลมานักต่อนักแล้ว

เทคนิคการใช้ตัวเลขแทนตัวอักษรในหัวข้อโฆษณา

มีการวิจัยอย่างต่อเนื่องในเรื่องของการวิเคราะห์ว่าคนชอบคลิกหัวข้อโฆษณาลักษณะไหนมากที่สุด ซึ่งสิ่งที่น่าทึ่งอย่างมากในการวิจัยก็คือหัวข้อของโฆษณาที่ประกอบด้วยตัวเลขเป็นหลัก จะทำให้คนตัดสินใจคลิกเข้ามาดูโฆษณามากที่สุด เราจึงควรประยุกต์ใช้ตัวเลขแทนการใช้ตัวอักษรในการโฆษณา อาทิเช่น “3 อาหารเสริมบำรุงสมองที่ดีที่สุดเพียงเท่านี้ก็จะทำให้โฆษณาของเราได้รับความสนใจและมีผลตอบรับมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ รับรองเลยว่าวิธีการนี้ได้ผลดีสุดๆ เนื่องจากการที่เราอ่านโฆษณาที่มีข้อความเยอะๆนั้น จะต้องใช้สมองและการโฟกัสมากกว่าการอ่านตัวเลขหรือการตีความตัวเลข ทำให้เราไม่ชอบอ่านโฆษณาประเภทข้อความเท่าไหร่นัก แต่จะชอบอ่านโฆษณาที่มีหัวข้อเป็นตัวเลขเสียมากกว่าเพราะสมองสามารถตีความได้รวดเร็วกว่ามาก ไม่เพียงแค่หัวข้อเท่านั้นที่เราสามารถประยุกต์ใช้ตัวเลขทางสถิติในการทำโฆษณาได้ แต่เรายังสามารถนำตัวเลขมาใช้ออกแบบโฆษณาแบบแบนเนอร์เพื่อเพิ่มโอกาสดึงกลุ่มเป้าหมายให้มาสนใจโฆษณาของเราได้มากขึ้นอีกด้วย

เทคนิคเร่งผู้ใช้งานให้สนใจโฆษณา

เทคนิคอีกอย่างที่สามารถทำให้ผู้ใช้งานในการลงโฆษณากับสื่อทุกรูปแบบหันมาสนใจโฆษณาของเรามากขึ้นนั่นก็คือการใช้วิธีการเร่งให้ลูกค้ามาสนใจโฆษณาของเราให้ได้ โดยทั่วไปหากเราไม่ได้ทำอะไรเลย มีโอกาสน้อยมากที่ลูกค้าจะสนใจโฆษณาของเรา มีการทำวิจัยพบว่าคนแต่ละคนสามารถเห็นโฆษณาได้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5 พันครั้งต่อวัน นั่นหมายความว่าเขาเห็นโฆษณากันจนชินไปแล้ว ดังนั้นทางที่ดีที่จะทำให้ลูกค้ามาสนใจโฆษณาของเราได้ไม่น้อยกว่าโฆษณาของเจ้าอื่นๆ เราก็ต้องเร่งให้ลูกค้ามาสนใจเสียเลย อาทิเช่น โปรโมชั่นลดเหลือครึ่งราคา วันเดียวเท่านั้น”, “ยีนส์ซื้อ 3 แถม 2 ด่วนและอื่นๆ ลักษณะการเขียนโฆษณาแบบนี้จะเป็นการแอบเร่งให้ลูกค้าสนใจในโฆษณาของเรามากขึ้น และยังสามารถเข้ามาซื้อสินค้าของเราโดยชำระเงินให้เรารวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย ดังนั้นหากเราทำโฆษณาทั้งนี้ อย่าลืมใช้กลยุทธ์เพื่อให้โฆษณาของเราน่าสนใจกว่าโฆษณาอีก 5 พันตัวในแต่ละวันที่ลูกค้าเจอ

เขียนหัวข้อโฆษณาให้สั้นและได้ใจความ

วิธีการที่ดีที่จะทำให้ผู้ใช้สนใจโฆษณาของเราและยอมกดเข้ามาดูนั่นก็คือหัวข้อในการโฆษณาจะต้องสั้นและได้ใจความในประโยคเพียงไม่กี่คำ เพราะยิ่งเวลาผ่านไปนาน คนยุคใหม่เริ่มอ่านหนังสือน้อยลง และไม่ยอมอ่านรายละเอียดหรือเนื้อหายาวๆอย่างแน่นอน เพราะยุคที่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเข้ามาทำให้คนไปสนใจรูปภาพหรือวิดีโอแทนการอ่านหนังสือ ดังนั้นการที่เราออกแบบการเขียนหัวข้อโฆษณาให้สั้นๆ โดยได้ใจความอย่างรวดเร็วในคำไม่กี่คำในหัวข้อ เพียงเท่านี้เราก็สามารถทำให้ผู้ใช้งาน Facebook มาสนใจโฆษณาของเราได้แล้ว แต่ถ้าเราเขียนหัวข้อยาวๆ หรือเพิ่มรายละเอียดเพื่อให้ผู้ใช้งานเข้ามาอ่านเพิ่มเติม รับรองว่าไม่มีใครยอมตามเข้ามาในโฆษณาของเราเลย ดังนั้นขอให้แน่ใจว่าเราสามารถเขียนหัวข้อสื่อบอกผู้ใช้ได้ว่าเราขายอะไร สินค้าประมาณไหน ต้องสั้นและเข้าใจโดยทันที

ตั้งคำถามในหัวข้อ

ถ้าเราอยากให้กลุ่มเป้าหมายคลิกเข้ามายังโฆษณาของเรามากขึ้น แนะนำให้ใช้วิธีการตั้งคำถามในหัวข้อโฆษณาของเราเลย โดยใช้ลักษณะของผลิตภัณฑ์ของเรามาตั้งคำถามและให้คำตอบกับผู้สนใจที่คลิกโฆษณาของเราเข้ามาอ่านในบทความ อาทิเช่น ฉีดโบท็อกกี่วันเห็นผล, เปิดร้านค้าออนไลน์กี่วันขายได้ เป็นต้น การตั้งคำถามจะเป็นตัวที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้ใช้งานที่ผ่านเข้ามาอยากรู้คำตอบมากๆและพยายามหาคำตอบจากการคลิกเข้ามายังโฆษณาของเรา ทำให้เราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายมาก และถือว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ดีด้วยเพราะอยากรู้รายละเอียดของสินค้าของเราจริงๆ ทำให้มีโอกาสสูงที่จะขายสินค้าบริการต่างๆได้

หัวข้อโฆษณาต้องตรงประเด็น

ทางที่ดีในการเขียนหัวข้อโฆษณาให้น่าสนใจและผู้ใช้ยอมอ่านจริงๆ เราไม่ควรเขียนโฆษณาให้อ้อมค้อม เพราะไม่มีใครยอมเสียเวลามาอ่านบทความของเราโดยที่ไม่มีจุดประสงค์แน่นอน เพราะเขาสามารถหาข้อมูลต่างๆได้ไม่ยากอยู่แล้วในอินเตอร์เน็ท ดังนั้นเราต้องการจะสื่อสารอะไรแนะนำให้เขียนในหัวข้อโฆษณาไปตรงๆเลยอย่าทำให้เขาสับสน เช่น ครีมทาหน้าขาว ครีมเปลี่ยนสีปากชมพู ซึ่งการเขียนโฆษณาแบบนี้ได้ผลดีมากเพราะถือว่าเป็นการเขียนโฆษณาแบบตรงๆไม่มีการอ้อมค้อมใดๆ แต่หากเราเขียนว่า ครีมบำรุงผิวพรรณ หรือ ลิปทาปากคุณภาพดี การเขียนโฆษณาลักษณะนี้ค่อนข้างอ้อมค้อมและไม่ทำให้ผู้ใช้งานรู้ว่าเราต้องการจะสื่ออะไร สินค้าของเรามีจุดประสงค์อะไรกันแน่ ทางที่ดีในการลงโฆษณาให้ได้ผลนั่นก็คือการใส่ผลลัพธ์ไปในหัวข้อเลย เช่น ครีมผิวขาว 7 วัน”, “สมุนไพรรักษามะเร็งหายขาดและอื่นๆ เพียงเท่านี้ผู้ใช้ก็มั่นใจได้ว่าเมื่อคลิกเข้ามาอ่านโฆษณาของเราจะได้เห็นรายละเอียดจริงๆของโฆษณาตามที่ระบุไว้ในหัวข้อ ช่วยสื่อสารอย่างตรงประเด็นและลดโอกาสการเลื่อนผ่านของผู้ใช้ได้ดีมาก

ใส่หัวข้อในสื่ออื่นๆ

นอกจากจะเป็นการโฆษณาแบบข้อความทั่วๆไปที่ต้องใช้หัวข้อแล้ว เรายังสามารถนำหัวข้อมาใส่ในสื่อประเภทอื่นได้อีกด้วยเพื่อให้ประสิทธิภาพของโฆษณาของเราดียิ่งขึ้น อาทิเช่น รูปภาพ วิดีโอ และแบนเนอร์โฆษณาต่างๆ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานทราบว่ากำลังดูรูปภาพหรือวิดีโออะไรอยู่ ดูไปแล้วจะได้อะไรจากวิดีโอนั้น หรือรูปภาพดังกล่าวต้องการสื่ออะไรกับผู้ใช้ มีรูปภาพมากมายในอินเทอร์เน็ตที่สามารถอธิบายเนื้อหาทดแทนการเขียนเนื้อหาเป็นหน้าๆได้ แต่เมื่อนำมาใช้ก็ไม่สามารถอธิบายได้จริง เนื่องจากรูปภาพดังกล่าวขาดหัวข้อที่ต้องใส่ลงไปเพื่อให้ผู้ใช้ทราบว่าเราจะสื่อสารอะไร จึงไม่ทำให้รูปภาพหรือแบนเนอร์ที่เราจะนำมาโฆษณาไม่สามารถตีความอะไรได้เลย ดังนั้นอย่าลืมที่จะใส่หัวข้อลงไปในสื่อประเภทรูปภาพ วิดีโอด้วยทุกครั้งที่เราลงโฆษณา

ที่เราจะต้องให้ความสนใจในการปรับปรุงหัวข้อโฆษณามากขึ้น เพราะในแต่ละวันเรามีคู่แข่งมากมายและมีแนวโน้มที่จะมีคู่แข่งมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตแต่ละคนมีแนวโน้มที่จะเห็นโฆษณาหลายพันชิ้นโดยไม่รู้ตัวต่อวัน แต่มีทั้งโฆษณาที่พวกเขาสนใจและไม่ได้สนใจ เราในฐานะผู้ลงโฆษณา จะต้องทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดให้คุ้มเงินที่เราจ่ายไป จึงต้องมีการเขียนหัวข้อเพื่อสร้างความสนใจจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมาสนใจสินค้าของเรามากขึ้น และการเขียนหัวข้อที่ดีต้องพิจารณาจากหลายๆกระบวนการ โดยสรุปแล้วเราจะต้องเขียนให้ดึงดูดผู้คน

ผู้อ่านต้องทราบว่าจะได้อะไรจากการอ่าน มีการปรับใช้ตัวเลขในการเขียนหัวข้อโฆษณาทดแทนการใช้ตัวอักษร ต้องเป็นหัวข้อสั้นๆได้ใจความ ตรงประเด็นไม่อ้อมค้อมเกินไป และเราจะต้องพิจารณามานำหัวข้อโฆษณาที่มีคุณภาพของเรามาใส่ในสื่อประเภทอื่นๆอีกด้วย อาทิเช่น รูปภาพและวิดีโอ เพื่อทำให้มีการตีความหมายของสื่อโฆษณาของเราไปในทางที่ถูก เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงโฆษณาและดึงกลุ่มเป้าหมายมายังโฆษณาของเราให้มากที่สุด สิ่งที่เราจะต้องหลีกเลี่ยงในการเขียนหัวข้อโฆษณานั่นก็คือการเขียนให้อ้อมค้อม คนอ่านไม่ทราบว่าโฆษณามีจุดประสงค์ใด

ถ้ากดเข้ามาอ่านแล้วจะได้อะไรจากการเสียเวลาเข้ามาอ่านโฆษณาของเรา ต้องไม่ยาวจนเกินไป สามารถเข้าใจได้จากการอ่านเพียงไม่กี่คำ เพียงเท่านี้เราก็มีโอกาสในการสร้างโฆษณาที่มีประสิทธิภาพสูงจากความรู้ในการเขียนหัวข้อโฆษณาแล้ว