กลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพให้กับโฆษณา Google Adwords

การโฆษณา Google Adwords นั้นเป็นการหากลุ่มเป้าหมายที่เจาะจงไปยังลูกค้าที่สนใจสินค้าของเราจริงๆ โดยการทำโฆษณากับ Google จะใช้วิธีการเจาะจงคีย์เวิร์ด ทำให้เราได้กลุ่มลูกค้าที่ค้นหาสินค้าที่เราต้องการขายจริงๆ ทำให้เรามีโอกาสสูงมากที่จะขายสินค้าหรือบริการของเราได้ โดยแตกต่างจาก Facebook ตรงนี้ใช้วิธีการมองหากลุ่มเป้าหมายให้กับเราโดยโฟกัสที่ข้อมูลส่วนบุคคล อาทิเช่น อายุ การศึกษา ที่อยู่และอาชีพ แต่คนเหล่านั้นที่ Facebook หามาให้เรานั้นอาจจะยังไม่ได้ให้ความสนใจอะไรกับสินค้าของเรา เราจึงต้องหากลยุทธ์เอาเองว่าจะจูงใจให้ซื้ออย่างไร ต่างกับ Google Adwords ที่เราจะต้องทำให้ลูกค้าเชื่อใจและมั่นใจในสินค้าบริการของเรา เขาก็พร้อมที่จะสั่งซื้อสินค้าบริการของเราไม่ยาก สำหรับบทความนี้เราจะแนะนำการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโฆษณาของเรา ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการกำหนดคีย์เวิร์ด, เทคนิคการใช้ Keyword Group, รู้จักกับ Dynamic Keyword ให้มากขึ้น และการนำสินค้าแต่ละตัวมาทำโฆษณาเพื่อหาโอกาสให้มียอดสั่งซื้อมากที่สุด

เทคนิคการใช้คีย์เวิร์ดเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจริงๆ

เทคนิคแรกที่คงลงโฆษณา Adwords จะต้องรู้เพื่อสร้างความได้เปรียบสูงสุดคือ คุณต้องรู้ว่าคีย์เวิร์ดลักษณะไหนที่จะทำให้คุณได้กลุ่มเป้าหมายที่พร้อมจะเข้ามาซื้อสินค้าจริงๆ คีย์เวิร์ดแบบไหนที่ทำให้เราได้กลุ่มผู้ใช้แบบรวมๆ ไม่ได้เจาะจงให้ขายสินค้า ซึ่งข้อนี้สำคัญมากและนักทำโฆษณามักมองข้ามไปบ่อย  ความตั้งใจของผู้ใช้งานที่เข้ามาค้นหาข้อมูลนั้น การค้นหาด้วยการระบุคำต่างๆลงไปย่อมมีผลมาจากความรู้สึกของพวกเขามากๆ เช่นการพิมพ์ว่า ดัมเบลเหล็กราคาถูก เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคนที่พิมพ์คำว่า ดัมเบล แน่นอนว่าคนที่พิมพ์คำว่าดัมเบลเหล็กราคาถูก ย่อมเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการจะซื้อสินค้าแล้วจึงได้เช็คตรวจสอบราคาเพื่อเปรียบเทียบ ในขณะที่คนค้นหาคำว่า ดัมเบล ย่อมเป็นกลุ่มคนที่มองหาหรืออยากรู้จักกับอุปกรณ์ออกกำลังกายมากขึ้น ไม่ได้สนใจที่จะสั่งซื้อ เพราะคนที่สนใจจะสั่งซื้อจริงๆ มักไม่ได้ใช้คำกว้างๆแบบนี้ พวกเขามีแนวโน้มที่จะระบุข้อมูลลงไปในคำค้นหาเพิ่มเติมเพื่อเก็บข้อมูลตัวสินค้า ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นผู้ลงโฆษณา เราจะต้องเข้าใจกลไกดีให้ดี จะต้องมีการระบุคีย์เวิร์ดโดยใช้รายละเอียดเพิ่มเติมของตัวสินค้าเข้าไปด้วย เพราะผู้ซื้อที่ต้องการสินค้า ย่อมค้นหาโดยใช้รายละเอียดอื่นๆแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นราคา ขนาด สี หรือเพิ่มคีย์เวิร์ดของกลุ่มเป้าหมายไปตรงๆเลย อาทิเช่น เสื้อผ้าคนอ้วน กางเกงผู้ชายอ้วน รับรองว่าจะได้กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเข้ามาซื้อสินค้าของเราจริงๆอย่างแน่นอน

เทคนิคการใช้ Keyword Group ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น

รู้หรือไม่ว่าแต่ละ Keyword Group นั้นย่อมมีเป้าหมายหรือ Search Intent จากผู้ใช้ที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นคุณเองไม่ควรเลือกใช้วิธีการแสดงโฆษณาแบบตัวเดียวกันหมด จึงต้องมีการคิดรูปแบบโฆษณาที่สามารถทำให้ผู้ใช้ตอบสนองได้ดีที่สุดตามกลุ่มเป้าหมายของ Keyword Group นั้นๆ เช่น เว็บไซต์ของเราเกี่ยวกับการขายพัดลม ถ้าเน้นกลุ่มเป้าหมายกว้างๆเช่น เมื่อมีคนค้นหาคำว่าพัดลมไอน้ำ เราก็สามารถนำเสนอโฆษณาประมาณว่า พัดลมไอน้ำลดราคาพิเศษ แต่หากมีคนที่ค้นหาคำว่า ซื้อพัดลมไอน้ำ นั่นหมายความว่าคนที่ค้นหาคำนี้มานั้นต้องการที่จะซื้อจริงๆ มีเงินในมือพร้อมจะจ่ายออกไปมากๆ เราจึงต้องทำให้โฆษณาของเราสะดุดตาสำหรับ Keyword Group นี้ไปเลย เช่น ใช้ประโยคในการโฆษณาว่า ซื้อพัดลงไอน้ำ (เหลือ 3 ชิ้นสุดท้าย) เพียงเท่านี้เราก็สามารถสื่อสารกับผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็วว่าเราพร้อมขายสินค้าของเรามากๆ โดยเป็นการกระตุ้นให้เกิดความสนใจและการสื่อสารที่ตรงประเด็นกว่าการใช้โฆษณาเพียงตัวเดียวที่เขียนแบบกว้างๆ ดังนั้นในเมื่อเราสามารถควบคุมได้ว่า Keyword Group แต่ละตัวจะให้แสดงโฆษณาอย่างไร เราก็ไม่ควรพลาดโอกาสในการปรับปรุงประสิทธิภาพตรงนี้ให้ดีที่สุดเอาไว้ก่อน

เทคนิคใช้ Dynamic Keyword Insertion ในการโฆษณา

Dynamic Keyword Insertion ถือเป็นเครื่องมือคุณภาพที่ช่วยปรับหน้าตาของโฆษณาให้เราอย่างอัตโนมัติ โดยเราไม่ต้องตามปรับโฆษณาของเราทุกคีย์เวิร์ด ลูกค้าค้นหาข้อมูลที่แตกต่างกัน โฆษณาของเราก็สามารถปรับการแสดงผลได้ตามที่ผู้ใช้ค้นหา อาทิเช่น “{Keyword} ราคาถูกเมื่อผู้ใช้ใส่คำใดๆเข้ามาในช่องค้นหา เช่นค้นหาคำว่า บ้านโมเดิร์น ก็จะแสดงโฆษณาว่า บ้านโมเดิร์น ราคาถูกหากผู้ใช้ของเราค้นหาคำว่า บ้านคลาสสิก ก็จะเห็นโฆษณาของเราขึ้นว่า บ้านคลาสสิก ราคาถูกช่วยให้โฆษณาของเราดูดึงดูดและน่าสนใจอย่างยิ่ง เหมาะสำหรับคนที่อยากทำโฆษณาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายที่เราคาดไม่ถึง รวมทั้งกลุ่มเป้าหมายที่มีจำนวนมาก อาจทำให้เราออกแบบโฆษณาลักษณะเดียวกันหลายครั้ง Dynamic Keyword Insertion จึงเป็นประโยชน์อย่างมากในการลดหย่อนเวลาตรงนี้ และช่วยให้เข้าถึงเป้าหมายที่เราไม่ได้คาดหวังไว้ได้อีกด้วย

เทคนิคใส่รีวิวลงในโฆษณาไปเลย

การใส่รีวิวนั้นไม่จำเป็นจะต้องมาแสดงในหน้า Landing Page ทีเดียวหรือรอให้ผู้ใช้ไปค้นหาในโซเชียวมีเดียเสมอไป เพราะเราสามารถใส่ลงไปในโฆษณาได้เลย ลองใส่รายละเอียดกิจกรรมต่างๆเกี่ยวกับผู้ใช้ลงในหัวข้อของโฆษณา อาทิเช่น ขายรองเท้าผ้าใบ วันนี้ขายออกแล้ว 321 คู่หรือ เครื่องกรองน้ำ 4 ขั้นตอน 127 รีวิวแล้วเพียงเท่านี้ก็จะทำให้ผู้ใช้งานที่ค้นเจอข้อมูลทราบว่าสินค้าของเรามีการขายไปยังผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลาและพร้อมที่จะขายอยู่เสมอ สร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นให้ผู้ใช้ตัดสินใจในการซื้อสินค้าบริการจากร้านของเรารวดเร็วขึ้น จะเห็นได้ว่าการเขียนรีวิวหรือกิจกรรมบางอย่างที่เน้นความเป็นปัจจุบันในโฆษณา จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกได้ว่าอยากจะมีส่วนร่วมกับร้านของเรามากขึ้น ทำให้สั่งซื้อสินค้าอย่างรวดเร็ว ทำให้เราเก็บเงินและปิดยอดขายได้เร็วขึ้น

เทคนิคกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อด้วยเวลาที่จำกัด

เทคนิคเดิมๆที่จะช่วยให้เราเพิ่มยอดขายสินค้าและบริการของเราได้ง่ายนั่นก็คือการลดราคาในระยะเวลาที่จำกัด อาจตั้งไว้ว่าจะลดราคาอีกกี่ชั่วโมง เพื่อให้ลูกค้ารีบสั่งซื้อภายในระยะเวลาดังกล่าวจึงจะสามารถได้สินค้าที่ถูกกว่าการซื้อนอกเหนือจากเวลาที่ได้ระบุเอาไว้ อาทิเช่น รองเท้าแบรนด์ ABC ลด 50% เหลือเวลาอีก 3 ชม. 2 นาทีเพียงเท่านี้ก็จะเป็นการกระตุ้นให้ผู้ใช้งานตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าของเราในระยะเวลาดังกกล่าวที่เร็วขึ้น หรือสินค้าบางอย่างที่อาจต้องใช้ระยะเวลานานในการตัดสินใจ ก็พยายามยืดเวลาได้ผู้ใช้ได้คิดและตัดสินใจสัก 2 – 3 วัน เช่นตั้งว่า ลดราคา 40% เหลือเวลาอีก 4 วัน 3 ชม.” เป็นต้น เพียงเท่านี้รับรองได้เลยว่าใครก็ตามที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าของเราอยู่แล้วจะรีบกดสั่งซื้อแล้วชำระเงินให้เราอย่างเร็วที่สุด ทำให้เราได้ขายสินค้าอย่างรวดเร็ว และวิธีการนี้ยังมีผลต่อการตัดสินใจทางจิตวิทยาอีกด้วย เพราะการขายสินค้าเราจะต้องทำให้ลูกค้าซื้อทันทีที่เห็นสินค้าของเราภายในไม่กี่วินาที ยิ่งเราจำกัดระยะเวลาเช่นนี้ รับรองได้ว่าลูกค้าจะซื้อแบบรวดเร็ว เพราะอยากได้ความคุ้มค่าของการสั่งซื้อในระยะเวลาที่จำกัด

เทคนิคการเพิ่มโอกาสด้วยการทำโฆษณาให้กับสินค้าทุกตัว

เทคนิคนี้เหมาะสำหรับร้านเล็กๆอย่างมาก เพราะยิ่งเรามีสินค้าจำนวนไม่มาก เราก็สามารถหยิบยกสินค้าเหล่านั้นมาทำโฆษณาตัวใหม่ ซึ่งยิ่งเราทำโฆษณาให้กับสินค้าของเราทุกตัว ใช้คีย์เวิร์ดที่แตกต่างกันไป ก็จะยิ่งมีโอกาสที่ผู้ใช้งานหรือกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการจะเข้าถึงสินค้าของเรามากขึ้น แต่หากเรามีสินค้าจำนวนมากที่วางขายในเว็บไซต์ ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรมาก เพียงให้เราใช้ Dynamic Keyword Insertion มาแทนการกำหนดลักษณะโฆษณาทีละตัว เพียงเท่านี้ก็จะเป็นการสร้างโฆษณาสำหรับคีย์เวิร์ดทุกตัวแบบอัตโนมัติแล้ว แม้เราจะเพิ่มคีย์เวิร์ดตัวอื่นๆเข้าไปในภายหลังก็ไม่ต้องสร้างโฆษณาเพิ่มเพราะมันสามารถปรับตัวตามคีย์เวิร์ดการค้นหาด้วยตัวมันเอง

เทคนิคลดราคาสินค้าบางตัวเพื่อนำมาทำโฆษณา

เรายังสามารถลดราคาสินค้าบางชิ้นที่คิดว่าไม่เป็นปัญหากระทบต่อร้านของเราเพื่อนำมาโปรโมททำโฆษณาได้เช่นกัน เช่น สินค้าชิ้นละ 500 บาท เราลดราคาลงมาเหลือ 250 บาท เพื่อจูงใจให้คนกดโฆษณาเข้ามาสั่งซื้อมากขึ้น วิธีการนี้ได้ผลดีมากๆ เนื่องจากลูกค้าที่เข้ามาสั่งซื้อนั้น ไม่เพียงสั่งซื้อสินค้าตัวนั้นที่กำลังลดราคาเท่านั้น แต่กลับเลือกสินค้าอื่นๆแถมไปด้วย ทำให้เราได้กำไรมากๆจากการที่ลูกค้าสั่งสินค้าชิ้นอื่นควบคู่กัน แม้ลูกค้าบางคนจะซื้อสินค้าที่เราตั้งลดราคาเพียงชิ้นนั้นชิ้นเดียว แต่ทราบหรือไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่เขาต้องการสินค้าแบบที่ร้านเราขาย พวกเขาจะกลับมาซื้อสินค้าชิ้นอื่นๆจากร้านเราแน่นอน ถือว่าเป็นการทำตลาดที่ช่วยกระตุ้นให้ร้านของเราเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว ทั้งยังเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้ร้านของเราอีกด้วย เพราะลูกค้าคนใดที่เคยสั่งซื้อสินค้าของเราแล้วในครั้งแรก มักมั่นใจว่าเราจะส่งสินค้าให้จริง จึงทำการสั่งซื้อสินค้าซ้ำๆ ในร้านของเราอย่างแน่นอน บางคนกลับมาซื้อสินค้าในร้านของเราทุกเดือน แถมยังบอกเพื่อนๆให้มาซื้อสินค้าร้านเดียวกันอีกด้วย นอกจากนี้การลดราคาลักษณะนี้ไม่ได้มีผลดีแต่เพียงการนำมาใช้ในโฆษณาเท่านั้น ต่อมีผลต่อการตลาดในลักษณะปากต่อปากหรือ Viral Marketing อีกด้วย ลองนึกภาพดูว่าถ้ามีคนถามลูกค้าของคุณว่าซื้อสินค้าตัวนี้จากไหน ลูกค้าของคุณก็จะบอกและยังบอกด้วยว่าได้ราคาของสิ่งๆนั้นที่ถูกมากๆ ทำให้ลูกค้าเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว มีคนสนใจมาสั่งซื้อสินค้ากับร้านของคุณจำนวนมากอย่างแน่นอน

แม้ว่าเราจะรู้กันดีว่าการทำโฆษณากับ Google Adwords นั้นจะหาลูกค้าได้ยากกว่า Facebook เมื่อเทียบกับมือใหม่ที่เข้ามาทำตลาดนี้ แต่ในความเป็นจริง หากเราวางแผนและกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ เราอาจได้เจอกับลูกค้าที่มีความต้องการจะซื้อสินค้าของเราจริงๆจาก Google Adwords แม้เราจะต้องจ่ายอัตราค่าโฆษณาต่อคลิกที่สูงกว่ามาก แต่ราคาที่จ่ายไปนั้นคือเราจะได้กลุ่มผู้สนใจในตัวสินค้าของเราจริงๆและพร้อมที่จะซื้อสินค้าของเรา ไม่ใช่กลุ่มคนที่มาจากการหาเป้าหมายโดยดูจากอายุ การศึกษาหรือข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ จะเห็นได้ว่าการลงโฆษณา Adwords เราจะได้กลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการสินค้าของเราจริงๆ ไม่ใช่กลุ่มที่มาจากการสุ่มมาจากการวัดประเมินด้วยข้อมูลส่วนบุคคล เราจึงมีโอกาสสูงกว่าที่จะขายสินค้าออกไป แม้จะมีต้นทุนค่าโฆษณาที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับจำนวนการเข้าถึงของกลุ่มเป้าหมายกับ Facebook

ประสบการณ์ความผิดพลาดในการลงโฆษณา Adwords ไม่ได้ผล

การลงโฆษณา Google Adwords เป็นอะไรที่ผู้ลงโฆษณาชอบมากๆ เพราะว่าถ้าเทียบกันระหว่างโฆษณาของ Facebook นั้น ถือได้ว่าโฆษณาแบบ Google Adwords สามารถหากลุ่มเป้าหมายได้ตรงกว่ามากๆ เพราะเจาะจงหากลุ่มลูกค้าตามคีย์เวิร์ด ทำให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสินค้าเราจริงๆ ทำให้โอกาสที่จะขายสินค้าได้มีมากกว่าการลงโฆษณาแบบ Facebook มากๆ แต่ด้วยราคาคลิกที่แพง หากเราไม่ศึกษาการใช้ Google Adwords ให้ดี ขอบอกเลยว่าราคาคลิกของ Google Adwords มีราคาแพงกว่า Facebook มากๆ ถ้ายังไม่มั่นใจอย่าเพิ่งลงโฆษณากับ Google ให้ลองใช้ Facebook ก่อนเลย เพราะโฆษณาของ Facebook มีราคาถูกกว่ามาก แม้เรายังทำโฆษณาไม่เป็น แต่ระบบของ Facebook มีระบบการเรียนรู้หากลุ่มเป้าหมายให้กับเราอัตโนมัติ จึงทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เรื่อยๆ สำหรับบทความหัวข้อนี้ คุณจะได้เรียนรู้วิธีลงโฆษณากับ Google Adwords โดยเรียนรู้จากข้อผิดพลาดจากประสบการณ์ของผู้ลงโฆษณาจริง รับรองเลยว่าอ่านจบบทความนี้จะกลายเป็นเซียนไปเลย เพราะคุณจะเห็นข้อผิดพลาดทั้งหมดก่อนที่จะเริ่มลงโฆษณาจริง

ความผิดพลาดในการระบุกลุ่มคีย์เวิร์ด

การระบุ Keyword Grouping ผิดพลาดจะทำให้เราเสียเงินไปอย่างใหญ่หลวงโดยเปล่าประโยชน์มาก เพราะเราจะได้กลุ่มลูกค้าที่ไม่ได้สนใจสินค้าของเราจริงๆ ไม่ได้อยากเข้ามาซื้อสินค้า บางคนอาจมีความสนใจใกล้เคียงกับสินค้าของเรา แต่ไม่ได้ต้องการซื้อสินค้าจริงๆ ก็คลิกโฆษณาเข้ามาดูเว็บไซต์ของเรา อาจจะอยากดูแค่ผ่านๆโดยไม่ได้มีจุดประสงค์ในการซื้อสินค้าจริงๆ ทำให้เราต้องเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะคีย์เวิร์ดต่างๆที่มีการค้นเจอย่อมมี Search Intent หรือความตั้งใจของลูกค้าแตกต่างกัน อาทิเช่น เราต้องการใช้คีย์เวิร์ด เสื้อผ้า มือสอง แต่ก็มีคำที่ใกล้เคียงกับคีย์เวิร์ด เสื้อผ้า มือสอง ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับ Keyword คำนี้ เช่น เราได้นำคีย์เวิร์ดคำว่า เสื้อผ้า มาใส่ในกลุ่มเดียวกัน ก็จะทำให้โฆษณาของเรามีกลุ่มคนเข้าถึงมาจากคนที่ค้นหาคำว่าเสื้อผ้า ซึ่งเราไม่ทราบด้วยซ้ำว่าคนที่ค้นหาเข้ามาต้องการซื้อเสื้อผ้ามือหนึ่งหรือเสื้อผ้ามือสอง คนที่ต้องการเสื้อผ้ามือหนึ่งก็อาจเข้ามาเพื่อดูร้านของเราเพียงเพื่อผ่านตาเท่านั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์จะซื้อสินค้าของเราอยู่แล้วแค่เพียงอยากเข้ามาดูเป็นทางเลือกเสริมหรือดูเล่นๆแค่นั้นเอง เราสามารถใช้เทคนิคเพิ่มคีย์เวิร์ดเดาใจลูกค้าเพื่อโอกาสให้ได้กลุ่มลูกค้าที่ตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น อาทิเช่น เสื้อผ้ามือสองราคาถูก เสื้อผ้ามือสองลดราคา เสื้อผ้ามือสองผู้ชาย เป็นต้น เพื่อเจาะจงให้เราได้กลุ่มเป้าหมายที่เข้าถึงเป็นกลุ่มที่เจาะจงและมีโอกาสเป็นกลุ่มที่ต้องการซื้อสินค้าของเรามากขึ้น ทำให้เราไม่ต้องจ่ายเงินค่าโฆษณาฟรีไปกับกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ได้ต้องการซื้อสินค้าจริงๆ

ความผิดพลาดที่ไม่ได้ระบุ Negative Keyword

การระบุ Negative Keyword ใน Google Adwords มีความสำคัญมาก ความผิดพลาดอย่างหนึ่งของผู้ลงโฆษณาคือการไม่ได้กำหนดว่า Negative Keyword ของเรามีอะไรบ้าง มีผลทำให้ผู้ที่ค้นหาข้อมูลบางคนที่เข้ามาไม่ได้ต้องการสินค้าของเราจริงๆ ดังนั้นเราก็จะเสียค่าโฆษณาส่วนนี้ไปโดยเปล่าประโยชน์ อาทิเช่น เราใช้คีย์เวิร์ดคำว่า อาหารเสริม ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของหลายคนมักหวังว่าจะขายสินค้าด้านความงามในโฆษณาประเภทนี้ได้ เช่น อาหารบำรุงผิว โดยเราไม่ได้กำหนด Negative Keyword ที่อาจเข้ามาโดยไม่คาดคิด อาทิเช่น อาหารเสริมเต้านม ดังนั้นเราจะต้องระบุคีย์เวิร์ดต่างๆที่ส่อแววว่าจะเป็น Negative Keyword ไว้ อาทิเช่น เต้านม อวัยวะเพศ อะไรต่างๆก็ตามลักษณะสินค้าของเราว่ามีคำใดที่ส่อแววเป็น Negative บ้าง ซึ่งโดยส่วนใหญ่ Google จะแสดงคีย์เวิร์ดทั้งหมดที่ลูกค้ากดเข้ามาจากผลการค้นหาให้เราทราบอยู่แล้ว ทำให้เราเข้าไปกำหนด Negative Keyword ได้ไม่ยากเท่าไหร่นัก หากเราไม่กำหนดตรงนี้จะทำให้เราเสียเงินค่าโฆษณาฟรีเพราะได้กลุ่มเป้าหมายผิดเพี้ยนไม่ได้ต้องการซื้อสินค้าของเราจริงๆ

ความผิดพลาดของการไม่ได้เจาะจงคีย์เวิร์ดชื่อแบรนด์ตัวเอง

หลายคนไม่ได้ให้ความสำคัญกับแบรนด์ตัวเองมากนัก ทำให้ไม่ได้ใส่คีย์เวิร์ดในการค้นหาเป็นชื่อแบรนด์ของตนเองลงไป ทำให้เมื่อมีการค้นหาไม่พบโฆษณาของเรา ทราบกันหรือไม่ว่าลูกค้าที่จำชื่อเว็บ หรือชื่อแบรนด์ของเราจะนำข้อมูลดังกล่าวมาค้นหาเพื่อมาใช้บริการหรือซื้อสินค้าของเราซ้ำๆ และการเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราซ้ำๆ หมายความว่ามีโอกาสมากที่ลูกค้าคนดังกล่าวจะซื้อสินค้าบริการของเรา เพราะเขาได้ไตร่ตรองและพิจารณามาดีแล้ว หากเราพลาดไม่ได้ใส่ชื่อแบรนด์ของตนเองในคำค้นหาไม่เพียงแต่เราจะพลาดโอกาสที่จะขายสินค้าได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีคู่แข่งจำนวนมากที่มองเห็นโอกาส จึงใช้ชื่อแบรนด์ของเราเป็นคีย์เวิร์ดในการค้นหา ทำให้เป็นการขโมยลูกค้าของเราไปโดยที่เราไม่รู้ตัว และลูกค้าเหล่านี้มีโอกาสที่จะควักเงินจ่ายสูงมาก ดังนั้นชื่อแบรนด์สำคัญมาก ไม่ว่าอย่างไร คีย์เวิร์ดของเราต้องมีชื่อโดเมนหรือแบรนด์ของเรา ลูกค้าอาจจะกลับมาในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ก็เป็นไปได้เสมอ

ความผิดพลาดในการไม่เก็บข้อมูล Life Time Value

Life Time Value หมายถึงลูกค้าที่เข้ามายังร้านของเราแต่ละคนมีโอกาสซื้อสินค้าและทำกำไรให้เราได้มากแค่ไหน ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ครั้งแรกที่เขาเข้ามาซื้อ แต่ต้องมีการนับคำนวณรวมอย่างละเอียดว่าลูกค้าคนดังกล่าวมีโอกาสที่จะกลับมาซื้อสินค้าของเราเรื่อยๆซ้ำมากถึงไหน ทำกำไรให้เราเท่าไหร่จากค่าเฉลี่ย ดังนั้นหากเราไม่ทราบข้อมูลตรงนี้อาจทำให้เราไม่สามารถวางงบการโฆษณาที่เหมาะสม ไม่สามารถคาดเดาการสต๊อกสินค้าได้อย่างแม่นยำ ดังนั้นต้องมีการทำการสำรวจว่าลูกค้าแต่ละคนมีโอกาสซื้อสินค้าของเราซ้ำๆทั้งหมดเท่าไหร่จากค่าเฉลี่ย เช่น 1 คนมีโอกาสซื้อ 1 หมื่นบาท ทำให้เราได้กำไร 5 พันบาท ดังนั้นหากเราจ่ายโฆษณาไป 2 พันบาท ทำให้เราได้พบลูกค้า 1 คน และทำให้เรามีกำไร 3 พันบาท ก็หมายความว่าค่าลงโฆษณา 2 พันบาทไม่ถือว่าแพงหรือมากเกินไปใช่ไหม นี่แหละ Life Time Value ช่วยให้เรานำมาหาโอกาสที่จะคำนวณว่าการโฆษณาของเราคุ้มค่ามากแค่ไหน สามารถสต๊อกสินค้าไว้ล่วงหน้าได้อีกด้วย ช่วยให้เราไม่พลาดโอกาสที่จะขายสินค้าไปยังลูกค้าให้ได้มากที่สุด

ความผิดพลาดในการไม่ศึกษาคู่แข่งให้ได้

ในการวางแผนโฆษณาที่ดี เราจะต้องนำคีย์เวิร์ดที่เราได้กำหนดไว้มาค้นหาในช่องค้นหาของ Google เพื่อดูว่าคู่แข่งของเราเป็นใครบ้าง อยู่อันดับที่เท่าไหร่ ลองใช้หลายๆคีย์เวิร์ดแล้วสังเกตุหาคู่แข่งหลักๆของเราว่ามีรายไหนบ้างที่ขายสินค้าหรือบริการประเภทเดียวกับเราและชอบโผล่มาแทบทุกคีย์เวิร์ด ให้เราศึกษาตั้งแต่อันดับการโฆษณาของเราเทียบกับของเรา รวมทั้งเข้าไปสำรวจหน้า Landing Page ของเขาเสียเลย ว่าสามารถทำได้ดีมีคุณภาพมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับของเรา ให้เราเก็บรายละเอียดดังกล่าวมาพัฒนาหน้า Landing Page ของเราให้สู้เขาได้ สร้างความได้เปรียบ เช่น ลักษณะการนำเสนอสินค้า การสั่งสินค้าจากเว็บไซต์ ต้องทำให้ดูง่ายกว่า ลูกค้าเขามาอยากสั่งซื้อมากกว่าเว็บของคู่แข่ง ดังนั้นการศึกษาเว็บไซต์หรือโฆษณาของคู่แข่งสำคัญมากๆ เพราะลูกค้ามีโอกาสที่จะเปรียบเทียบสินค้าและบริการของเรากับเว็บไซต์ของคู่แข่งอย่างแน่นอน เพื่อหาตัวเลือกที่ดีที่สุดทั้งด้านคุณภาพและราคา รวมทั้งความง่ายในการสั่งซื้อ อย่าลืมเพิ่มช่องทางให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าให้ง่ายขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Line หรือการสั่งซื้อผ่านหน้าเว็บไซต์

ความผิดพลาดในการตั้งงบประมาณรายวันกับการคาดหวังผลลัพธ์

หลายคนคาดหวังมากๆว่าการตั้งงบประมาณรายวันจะมีโอกาสให้เราได้รับกำไรกลับมาเท่าโน้นเท่านี้ อาทิเช่น ตั้งงบประมาณวันละ 100 บาท คาดหวังว่าจะได้กำไรกลับมา 1 พันบาทต่อวัน แน่นอนว่ามันไปได้ยากมาก เพราะการลงโฆษณาต้องใช้เวลา หากเราไม่เซียนจริงๆก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จน้อยกว่าคนที่มีประสบการณ์มานานอย่างแน่นอน ดังนั้นอย่าเพิ่งรีบคาดหวังโดยทันทีว่าเราลงโฆษณาไปจะได้ผลตอบแทนกลับมาโดยทันที ให้เราวัดผลและปรับปรุงโฆษณาของเราไปเรื่อยๆ พยายามอย่าให้หน้าเว็บของเราด้อยกว่าคู่แข่ง และให้มีอันดับการแสดงผลโฆษณาอยู่ในอันดับบนๆ แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่เป็นที่ 1 เสมอไป เพียงขอให้ลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าหรือบริการของเรามองเห็นโฆษณาของเราก็เพียงพอแล้ว เพราะสุดท้ายพวกเขาก็ต้องเลือกเข้ามาดูทุกเว็บเพื่อเปรียบเทียบกันอยู่ดี

ความผิดพลาดของการละเลยการตามอันดับโฆษณา

การใส่ราคาต่อคลิกและงบประมาณในแต่ละวันของโฆษณาที่เราต้องการให้ไปแสดงบน Google นั้น หากเราไม่ได้ติดตามคีย์เวิร์ดที่เราเลือกให้กับโฆษณาของเราว่าได้แสดงโฆษณาของเราในอันดับที่เท่าไหร่ เราจะเสียโอกาสในการนำข้อมูลดังกล่าวมาวางกลยุทธ์เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเยอะมาก อาทิเช่น เมื่อเราค้นคีย์เวิร์ดของเราแล้วพบว่าโฆษณาของเราอยู่ในลำดับ 1 ในขณะที่โฆษณาของคู่แข่งอยู่ในอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ ทำให้เราทราบได้เลยว่าอัตราการบิตค่าโฆษณาต่อคลิกของเราสูงกว่าคู่แข่งอีก 2 เจ้าอย่างแน่นอน ทางที่ดีให้เราลองลดราคาต่อคลิกแบบเนียนๆลงมาบ้างเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายดังกล่าว เพราะต่อให้อันดับของเราตกลงมาในอันดับที่ 2 หรือ 3 ทราบหรือไม่ว่าสุดท้ายแล้วลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าจริงๆกลับเลือกและเปรียบเทียบสินค้าบริการที่ดีที่สุดจากทุกๆเว็บ อันดับในการแสดงผลจึงแทบไม่ค่อยมีผลต่อลูกค้าที่สนใจสินค้าของเราจริงๆสักเท่าไหร่ และยังช่วยลดการคลิกโฆษณาจากลูกค้าที่ไม่ได้สนใจสินค้าจริงๆอีกด้วย ผู้ใช้ที่คลิกเข้าไปดูเล่นๆ ไม่ได้คาดหวังไม่ได้เปรียบเทียบราคา ย่อมไม่มีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าอย่างแน่นอน ดังนั้นคนที่บิตราคาต่อคลิกสูงเป็นอันดับ 1 ก็จะรับเคราะห์กรรมตรงนี้ก่อนเลย ส่วนลำดับต่อท้ายอื่นๆก็จะปลอดภัยจากผู้ใช้งานประเภทนี้มากๆ เหลือแต่ผู้ใช้งานที่สนใจต้องการซื้อสินค้าจริงๆ

โดยทั่วไปวิธีป้องกันการขาดทุนจากการลงโฆษณาสำหรับมือใหม่ เราสามารถป้องกันได้ตั้งแต่เนิ่นๆนั่นก็คือการศึกษากลุ่มคีย์เวิร์ด ป้องกันคีย์เวิร์ดเชิงลบ ไม่ลืมที่จะใช้ชื่อแบรนด์ของตัวเองเป็นคีย์เวิร์ดในการลงโฆษณา ต้องเก็บข้อมูลว่าลูกค้า 1 คนมีโอกาสกลับมาซื้อสินค้าของเราโดยเฉลี่ยเท่าไหร่ ต้องมีการศึกษาคู่แข่ง เว็บไซต์ส่วนต่างๆต้องไม่มีจุดบกพร่องที่ทำให้คู่แข่งสามารถล้ำหน้าเราได้ง่าย ปรับปรุงโฆษณาไปเรื่อยๆ อย่าเพิ่งคาดหวังงบและผลลัพธ์ที่จะได้รับตั้งแต่ครั้งแรก และสุดท้ายเราจะต้องติดตามผลการแสดงผลว่าโฆษณาของเราอยู่อันดับไหน ข้อมูลเหล่านี้ถือว่าเป็นข้อผิดพลาดที่ทั้งมือใหม่และมือเก๋าที่อยู่วงการนี้มานานต้องเรียนรู้และปรับปรุงเพื่อลดต้นทุนการโฆษณา พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการขายสินค้าบริการของเราให้ได้เปรียบ