วิธีลงโฆษณา Facebook มือใหม่สำหรับเจ้าของร้านค้าออนไลน์

การลงโฆษณาใน Facebook ปัจจุบันหลายคนทราบดีว่าเราสามารถลงโฆษณากับ Facebook ยากขึ้น เนื่องจากการลงโฆษณา Facebook มีกฎเกณฑ์และขั้นตอนมากมายที่เราจะต้องศึกษาและปฏิบัติตาม ซึ่งที่เป็นแบบนี้เพราะว่ามีคนพยายามที่จะโกง Facebook พยายามจะลงโฆษณาในรูปแบบต่างๆที่หลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์และหลบหลีกการจ่ายเงิน จึงส่งผลกระทบต่อผู้สนใจหน้าใหม่ที่อยากจะลงโฆษณาโปรโมทสินค้าหรือแบรนด์ของตนเอง ทำให้การลงโฆษณากับ Facebook ทำได้ยากขึ้น แต่สำหรับใครที่มั่นใจว่าสินค้าหรือแบรนด์ของตนเจ๋งจริงก็ไม่ต้องกังวล เพราะเรายังสามารถเรียนรู้ระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆของ Facebook เพื่อสร้างโฆษณาของเราได้ โดยบทความนี้จะเหมาะสำหรับผู้ลงโฆษณาหน้าใหม่ที่เป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์และอยากโปรโมทร้านของตนและทำยอดขายจากผู้ใช้งาน Facebook ถ้าพร้อมแล้วมาลุยกันเลย

งบประมาณหรือค่าใช้จ่ายในการโฆษณาที่ต้องจัดเตรียมเอาไว้

ผลลัพธ์ของยอดขายสินค้าของเรา แน่นอนว่าจะเป็นผลมาจากการโฆษณา ซึ่งงบประมาณที่เราต้องตั้งเอาไว้สำหรับการโฆษณาจะมีผลต่อการเข้าถึงโฆษณาและตัวสินค้าของเรา โอกาสที่ผู้ซื้อจะเข้ามาสั่งซื้อสินค้าของเรามาจากลักษณะโฆษณาและค่าใช้จ่ายในการโฆษณาทั้งสิ้น ถือได้ว่าเป็นต้นทุนที่สำคัญ โดยทั่วไป ถ้าเราอยากให้โฆษณาของเราเห็นผลลัพธ์ชัดเจน ค่าโฆษณาต่อวันที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 100 บาทขึ้นไป และเราจะต้องใจเย็น ไม่ปรับเปลี่ยนลักษณะของการออกแบบโฆษณาและกำหนดกลุ่มเป้าหมายบ่อยเกินไป จะต้องมีการรอจนกว่าโฆษณาตัวนั้นจะทำลูกค้าให้เราได้ เราจะต้องมีการวัดผลกำไรขาดทุน โดยนำค่าใช้จ่ายในการโฆษณามาคำนวณกับกำไรที่ขายสินค้าได้แต่ละชิ้นด้วย วิธีที่ดีในการดูว่าโฆษณาได้ผลหรือไม่ อาจรอให้งบค่าใช้จ่าย จ่ายไปไม่ต่ำกว่า 1 ถึง 5 พันบาทเสียก่อน แล้วเราค่อยกลับมาดูว่าได้กำไรหรือขาดทุนจากการลงทุนโฆษณาดังกล่าว และงบโฆษณาดังกล่าวยังทำให้เราเห็นกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงมากขึ้น ทำให้เราเก็บข้อมูลไปกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการโฆษณาของเราได้ง่ายขึ้น ดังนั้นครั้งแรกในการลงโฆษณาแต่ละตัว เราอาจจำกัดงบไว้ที่ประมาณ 1 ถึง 5 พันบาท หลังจากนั้นก็หยุดพิจารณาหากลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงในการซื้อสินค้าของเรา อาทิเช่น เพศ อายุ การศึกษา สถานะความสัมพันธ์ และอื่นๆ และนำข้อมูลที่ได้เหล่านี้ไประบุกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนขึ้นในการลงโฆษณาครั้งต่อไป

ลักษณะของโฆษณาของ Facebook

Facebook มีลักษณะโฆษณาให้เลือกสำหรับคนที่ต้องการนำสินค้าหรือแบรนด์เข้ามาตีตลาดโซเชียวมีเดีย โดยหลักๆมีโฆษณาจำนวน 2 แบบที่เราสามารถเลือกและบิตราคาแข่งขันได้ ซึ่งได้แก่ โฆษณาแบบบูสโพสและโฆษณาแบบไม่แสดงในเพจ โดยโฆษณาทั้งสองแบบนี้มีความแตกต่างกันในการแสดงผลและการหากลุ่มเป้าหมาย Facebook จะเลือกกลุ่มเป้าหมายของโฆษณาทั้งสองแบบให้กับเราไม่เหมือนกัน

โฆษณาประเภท Boost Post

เป็นลักษณะการโฆษณาที่เราต้องการกระตุ้นให้โพสของเราได้รับการตอบกลับจากผู้ใช้งาน Facebook โดยเน้นให้มีการกดถูกใจ กดแชร์และเข้ามาแสดงความคิดเห็นในโพสหรือสินค้าที่เราโพสเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เป็นการโฆษณาที่สามารถนำมาสร้าง Viral Marketing ได้ เพราะทำให้เกิดการพูดถึงและกระจายข่าวของตัวสินค้าผลิตภัณฑ์ของเราได้อย่างรวดเร็ว การโฆษณาลักษณะนี้เป็นการสร้างการเข้าถึงโพสของเราได้รวดเร็วมาก ทำยอดขายได้ดีและมักเห็นผลทันทีโดยไม่ต้องรอหลายวัน โดยทั่วไปแล้วเราสามารถโฆษณาแบบ Boost Post ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีสำหรับโฆษณาแบบบทความ, Infagraphics และข่าวต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแสดงความคิดเห็น การกดถูกใจและมีการแชร์ต่ออย่างรวดเร็ว ซึ่งโฆษณาประเภทนี้ไม่เหมาะสำหรับการขายสินค้า เพราะไม่สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ใช้งาน Facebook ได้ดีเท่าที่ควร ผู้ใช้งานมักไม่ให้ความสนใจกับการโฆษณาลักษณะของการขายตรงมากนัก

โฆษณาแบบไม่แสดงในหน้าเพจ

สำหรับการโฆษณาแบบไม่แสดงผลในหน้าเพจหรือเป็นคนละแบบกับการ Boost Post โดย Facebook เปิดโอกาสให้มีการโฆษณาลักษณะนี้ได้หลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มยอดคนเข้าชมวิดีโอ เพิ่มผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเรา การติดตั้งแอปพลิเคชัน หรือโฆษณาลักษณะ Lead Generation ก็สามารถลงโฆษณารูปแบบนี้ได้ โฆษณาลักษณะนี้แหละที่เหมาะสำหรับผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์มากๆ ช่วยให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายรูปแบบ ไม่เพียงแต่คนที่ชอบกดไลค์หรือกดถูกใจโพสของเราเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมคนทุกประเภทใน Facebook ที่อาจเป็นลูกค้าของเราได้ ซึ่งช่วยให้เรามีโอกาสนำสินค้าไปจำหน่ายให้กับคนทุกกลุ่ม ด้วยข้อดีที่ทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานทุกประเภท เราสามารถเก็บข้อมูลได้อย่างละเอียดว่ากลุ่มผู้ใช้งานที่แท้จริงที่มีกำลังในการซื้อสินค้าของเราเป็นใครบ้าง ยิ่งเราสามารถเก็บได้ว่าลูกค้าของเราเป็นเพศใด ลักษณะการศึกษา อายุ เราก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มากำหนดเป้าหมายได้อย่างครบครัน นี่แหละคือข้อดีของการทำโฆษณาในรูปแบบที่ไม่ใช่การ Boost Post เพราะจะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุกกลุ่ม และเจอลูกค้าที่เป็นผู้ซื้อตัวจริง ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ชอบมากดไลค์กดแชร์หรือแสดงความคิดเห็นเพียงอย่างเดียว

สร้างโฆษณาหลายๆแบบ

สิ่งที่หลายคนยึดติดกับการทำธุรกิจนั่นก็คือการสร้างโฆษณาแบบเดิมๆและใช้โฆษณาตัวนั้นเพียงตัวเดียวเพื่อรันไปเรื่อยๆ เพราะเห็นผลลัพธ์ที่ดีและมีกำไรจากโฆษณาตัวนั้น แต่หารู้ไม่ว่าการสร้างโฆษณาออกมาเพียงตัวเดียวและรันโฆษณาปล่อยไว้โดยไม่สนใจว่าผลลัพธ์ของมันจะเป็นอย่างไร รู้เพียงแต่ว่าได้กำไร เป็นวิธีการที่ทำให้เราเสียเปรียบในการทำธุรกิจมากๆ เพราะเราไม่เห็นกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงว่าใครที่สนใจโฆษณาของเรา ไม่สามารถแยกแยะอะไรได้ว่าโฆษณาแบบใดที่เห็นผลดีที่สุด ไม่สามารถเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้เราได้ เพราะเราไม่มีอะไรที่นำมาเปรียบเทียบเพื่อปรับปรุงผลลัพธ์ของเราให้ดีขึ้น ดังนั้นทางที่ดีสำหรับวงการนี้คือให้เราสร้างโฆษณาเอาไว้หลายๆตัวเลย แต่ละตัวก็มีการกำหนดการเข้าถึงด้วยผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน หรือกลุ่มเป้าหมายเดียวกันหมดแต่มีลักษณะโฆษณาที่แตกต่างกันออกไปเพื่อรอดูผลลัพธ์ว่าโฆษณาหน้าตาแบบไหนที่ได้ผลดีที่สุด ทำให้เกิดความสนใจได้มากและใช้งบโฆษณาน้อยแต่ให้ผลลัพธ์ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถ้าเราใส่ใจและลองสร้างโฆษณาแต่ละแบบแยกออกจากกัน จะทำให้เห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจนและเลือกแบบที่ได้ผลดีที่สุดมาใช้

การตั้ง Daily Budget

แน่นอนว่างบประมาณรายวันนั้นแต่ละคนก็สามารถตั้งงบของตัวเองได้ด้วยจำนวนเงินที่แตกต่างกันตามกำลังของแต่ละคนหรือตามระดับของกิจการ หลายคนเลือกที่จะให้ Facebook เข้ามาจัดการงบประมาณตรงนี้ให้กับเราโดยเว้นว่างเอาไว้ แท้จริงแล้วการวางต้นทุนในการโฆษณารายวันนั้นถือว่าสำคัญมาก เราไม่ควรละเลยช่องว่างตรงนี้ อย่างน้อยก็ควรใส่ไปเลยว่า 100 บาท หรือเท่าที่เรามีกำลังจ่าย หากได้ผลดีหรือไม่ได้ผลก็ให้รู้กันไปเลย หากไม่ได้ผลเราก็สามารถกลับมาแก้ปัญหาลักษณะโฆษณาและกลุ่มเป้าหมายของเราได้ทันเวลา แต่หากได้ผลดีแล้วเราก็สามารถกลับมาเพิ่มงบประมาณหรือกำลังจ่ายในแต่ละวันได้เพิ่มขึ้น

ลองใช้ Facebook Pixel

Facebook Pixel เป็นสิ่งที่ทุกคนมองข้าม เพราะในการแข่งขันกันทำธุรกิจ ต้องเจอกับคู่แข่งมหาโหดที่สามารถล้มเราได้เสมอ Facebook Pixel เป็นผลิตภัณฑ์ที่ Facebook มอบให้เราเพื่อนำมาใช้ในการเก็บข้อมูลกลุ่มเป้าหมายในการลงโฆษณา เป็นการติดตามพฤติกรรมผู้ใช้งาน โอกาสในการซื้อสินค้า ช่วยเก็บข้อมูลลูกค้ารายคนมาวิเคราะห์ให้กับเราเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเราจริงๆ ช่วยให้ได้เจอกับลูกค้าที่มีแนวโน้มสนใจสินค้าของเรามากที่สุดและขายสินค้าไปยังลูกค้าเหล่านั้นได้จริง ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องศึกษา Facebook Pixel เพื่อมาช่วยให้แบรนด์ของเราพบเจอกับลูกค้าได้มากขึ้น และเพิ่มโอกาสทำยอดขายแบบก้าวกระโดดอย่างไม่น่าเชื่อ

ต้องรู้จัก Facebook Remarketing

เจ้าของร้านค้าออนไลน์หลายคนคงทราบดีว่าลูกค้าหลายคนที่เข้ามาร้านของเรานั้นไม่ได้ซื้อสินค้าโดยทันที หลายคนกลับไปตัดสินใจก่อนที่จะซื้อสินค้าใดๆ หลายๆคนก็อาจจะเลือกแล้วเลือกอีกแต่ก็ยังไม่ได้ซื้ออาจเป็นเพราะพวกเขาไม่พร้อมที่จะซื้อในตอนนั้น อาจเป็นเพราะกำลังเงินหรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ แต่หลายๆคนที่กลับไปคิดก็อาจจะอยากซื้อขึ้นมาในภายหลัง แต่ก็ไม่สามารถหาร้านของเราเจอได้อีก ดังนั้น Facebook Remarketing จะเข้ามาช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหานี้ได้ โดย Facebook ได้สร้าง Facebook Remarketing เข้ามาช่วยเก็บรายละเอียดของผู้ใช้งานแต่ละคนที่ตอบสนองต่อโฆษณาของเรา มีผู้ใช้งานคนใดบ้างที่มีโอกาสสนใจสินค้าของเราจริงๆ โดยใช้เกณฑ์ของ Facebook ในการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้รายนั้น หากมีแนวโน้มที่จะสนใจโฆษณาของเราก็จะใช้วิธีการนำมาแสดงผลให้กับผู้ใช้รายนั้นเห็นได้อีกซ้ำๆ จากการเก็บสถิตินั้นโอกาสที่ผู้ใช้งานเห็นสินค้าของเราและมีแนวโน้มสนใจแต่ไม่ได้ซื้อในทันที เมื่อผู้ใช้งานคนดังกล่าวกลับมาเห็นสินค้าอีกครั้ง ก็มีโอกาสสูงมากที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าของเรา ในความเป็นจริงก็เป็นไปได้เช่นกัน เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับตัวเราเอง อยู่ๆเห็นโฆษณาสินค้าขึ้นมาเมื่อเรานั่งอ่านสเตตัส Facebook อยู่ คงมีคนส่วนน้อยที่สนใจและให้ความสำคัญกับโฆษณาสินค้าที่เราเห็นเพียงครั้งแรก แต่หากเรามาคิดแล้วคิดอีกและหาเหตุผลที่จะซื้อเอาไว้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเห็นโฆษณาตัวนั้นอีก เราก็พร้อมที่จะซื้ออย่างแน่นอน ดังนั้นการใช้ Facebook Remarketing มีประโยชน์มากในการวัดแนวโน้มของลูกค้าที่สนใจสินค้าของเราจริงๆ และนำเสนอสินค้าจนเราสามารถขายสินค้าได้

สำหรับเจ้าของร้านของออนไลน์ที่ใหม่สำหรับการลงโฆษณา Facebook นั้น ถ้าได้ลองทำโฆษณาตามขั้นตอนข้างต้น รับรองว่าไม่กี่วันคุณจะเปลี่ยนจากมือใหม่เป็นมือโปรได้เลย เพราะขั้นตอนดังกล่าวค่อนข้างละเอียดมากสำหรับคนที่สนใจอยากทำแบรนด์หรือสร้างยอดขาย มีเนื้อหาที่ค่อนข้างครบถ้วน พร้อมทั้งยังแนะนำเครื่องมือที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ใช้งานอีกด้วย ทั้ง Facebook Pixel ที่เป็นผลิตภัณฑ์เก็บข้อมูลกลุ่มเป้าหมายของเรา สามารถนำไปกรองคนที่จะเห็นโฆษณาของเราได้ พร้อมทั้งตัว Facebook Remarketing ที่จะเพิ่มโอกาสการขายสินค้าไปยังคนที่สนใจสินค้าของเราอยู่แล้ว ซึ่ง Facebook มีกลไกในการวัดความสนใจระหว่างผู้ใช้งานกับโฆษณาของเรา ช่วยให้เรามีโอกาสในการขายสินค้าได้ไม่แพ้การลงโฆษณาในลักษณะการแสดงผลลัพธ์การค้นหาเลย

เทคนิคทำ SEO ให้ขึ้นหน้า 1 ของ Google

SEO (Search Engine Optimization) คือ การทำอันดับในเครื่องมือค้นหาไม่ว่าจะเป็น Google, Bing หรือ Yahoo แต่โดยทั่วไปสำหรับประเทศไทยบ้านเรา การทำ SEO ต้องยอมรับว่าทุกคนจะต้องเน้นเอาใจ Google ขาใหญ่ของเราเป็นหลัก เพราะคนไทยใช้ Google มากกว่า ดังนั้นในการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับเครื่องมือการค้นหานั้น เราจะต้องทราบว่า Google ต้องการอะไร ต้องทำอย่างไรที่จะให้ Google จัดอันดับเว็บของเราในอันดับต้นๆ ซึ่งการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ขึ้นหน้า 1 Google นั้นเป็นวิธีการที่คุ้มค่ามาก เพราะประเทศไทยบ้านเราคนใช้ Google มากเป็นอันดับ 1 ซึ่งการทำ SEO นั้นเป็นกลยุทธ์ในการสร้างช่องทางให้เว็บไซต์ของเราเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายและยังเป็นวิธีการได้ผลอย่างยั่งยืนด้วย เพราะเมื่ออันดับเว็บไซต์ของเรา อยู่ในหน้าแรกๆหรือติดอันดับต้นๆแล้ว การรักษาอันดับย่อมง่ายดายกว่าทำอันดับเพื่อไต่ขึ้นมาอย่างแน่นอน ดังนั้นใครที่มาสายนี้แล้ว ขอให้ตั้งใจทำต่อไปจนกว่าจะเห็นผล

สิ่งที่ Google พิจารณาจากเว็บไซต์ของเรา

โดยทั่วไปการจัดอันดับให้เว็บใดๆขึ้นมาติดอันดับแรกๆในผลการค้นหานั้น Google จะมีเกณฑ์ในการพิจารณาอยู่หลักๆได้แก่ ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์, คุณภาพของ Backlinks ที่ส่งกลับมายังเว็บของเรา และโซเชียวมีเดีย ซึ่งเราจะต้องมีการปรับให้เว็บของเราตรงทั้ง 3 เกณฑ์นี้เพื่อที่จะหาโอกาสในการขึ้นอันดับแรกๆใน Google ให้ได้

ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์

เกณฑ์ข้อแรกที่ Google จะพิจารณาให้เว็บไซต์ของเราขึ้นไปอยู่อันดับแรกๆนั้น แน่นอนว่าจะต้องมาจากความน่าเชื่อถือ ซึ่งมีผลสูงสุดในการจัดอันดับ ไม่ว่าจะเป็นอายุโดเมนของเรา เว็บไซต์ของเราของก่อนตั้งมานานแค่ไหน จำนวนคนมาเข้ามาอ่านเนื้อหาของเว็บไซต์ของเรา โดยหัวข้อนี้มักจะเกี่ยวกับระยะเวลาที่เว็บไซต์ของเราก่อนตั้งมาเป็นหลัก ดังนั้นเราไม่สามารถทำอันดับได้ทันทีและรวดเร็วหากเว็บของเราเป็นเว็บใหม่ๆ เหตุผลที่มีข้อนี้เข้ามาพิจารณาอันดับเว็บไซต์เป็นเพราะว่าเคยมีเหตุการณ์ที่เว็บเกิดใหม่ ที่เนื้อหาเป็นในแนว SPAM จากนั้นก็ทำการยิง Backlinks เข้ามาอย่างรวดเร็วทีละมากๆ ทำให้ได้รับอันดับที่ดีจนได้ทราฟฟิกเข้ามามหาศาลมาก จนผู้ใช้งานของ Google เริ่มรู้สึกว่าการค้นหาด้วยเครื่องมือค้นหานี้เริ่มไม่สามารถไว้วางใจได้แล้ว เพราะค้นเท่าไหร่ก็เจอแต่พวก Spam เป็นหลัก Google จึงเริ่มมีการดูอายุของเว็บไซต์เพื่อนำมาพิจารณาในการจัดอันดับอีกด้วย

คุณภาพ Backlinks

คุณภาพของ Backlinks ที่ส่งกลับมายังเว็บไซต์ของเราถือว่าเป็นเกณฑ์อีกข้อที่นำมาใช้ในการจัดอันดับ Google และมีความสำคัญมาก หากเว็บไซต์ของเราไม่มี Backlinks ที่ส่งกลับมาเลย Google ก็จะไม่จัดอันดับให้เว็บของเราอยู่ในอันดับที่ดีเช่นกัน และการส่ง Backlinks กลับมานั้น เราจะต้องมั่นใจว่าเป็น Backlinks จากเว็บไซต์คุณภาพดีและมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของเรา หากมี Backlinks ที่ส่งกลับมาจากหน้าเว็บที่ไม่เกี่ยวข้องกับเว็บของเรานั้น ก็จะมีคุณภาพน้อยหรืออาจไม่มีผลต่อการจัดอันดับเลย เทคนิคที่ดีในการสร้าง Backlinks คุณภาพส่งกลับมานั่นก็คือการใช้วิธีการสร้างเนื้อหาใหม่ๆจากเว็บอื่นๆเพื่อปรับให้เนื้อหามีความเกี่ยวกับกับเว็บไซต์ของเรา แล้วติดลิงค์เว็บของเราเพื่อส่งกลับมาทำให้เราได้รับ Backlinks คุณภาพที่ช่วยส่งเสริมให้เว็บไซต์ของเรามีอันดับที่ดี

โซเชียลมีเดีย

หลายคนที่อยู่ในวงการ SEO ยังไม่ทราบกันว่า Social Media นั้นมีผลต่อการจัดอันดับการค้นหาใน Google ของเราได้ด้วย เนื่องจาก Google ให้สำคัญกับการแชร์ลิงค์เว็บไซต์ของเราไปยัง Social Media มาสักพักแล้ว โดยยอดการแชร์ การกดถูกใจ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ Google นำมาพิจารณาร่วมด้วย ทำให้เว็บไซต์ของเรามีอันดับที่ดีขึ้นไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็น Facebook Instagram Line หรือจะเป็น Twitter เราก็สามารถเข้าไปสร้างการแชร์และกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมการแสดงความคิดเห็นและกดถูกใจ เพื่อให้ Google มองว่าเว็บไซต์ของเรานั้นได้รับความสนใจจากคนในโลกออนไลน์อย่างมาก

การทำ SEO ให้ขึ้นหน้าแรกใช้เวลาเท่าไหร่

หลายคนที่คาดหวังจะเห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็วในการทำอันดับด้วยการทำ SEO ให้ขึ้นหน้าแรก Google ซึ่งผลลัพธ์ที่รวดเร็วนั้น แน่นอนว่าหากเว็บไซต์ของเรายังใหม่อยู่และต้องเจอกับคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันสูงๆ เราก็แทบจะไม่มีโอกาสที่จะขึ้นหน้าแรก Google เลย โดยทั่วไปคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันไม่ได้มากนัก การทำอันดับก็มักอยู่ในประมาณ 6 เดือน แต่หากการแข่งขันสูง เราจะต้องมีการต่อสู้กับเจ้าใหญ่ๆ มีการทำ Backlinks โปรโมทเว็บในโซเชียวมีเดีย และใช้ระยะเวลาให้เว็บไซต์ของเราดูมีความน่าเชื่อถือ โดยยังต้องมีการอัพเดตเนื้อหาเว็บไซต์ใหม่ๆอยู่เสมอ หลายๆเว็บก็อัพเดตใหม่เป็นประจำทุกวันเพื่อเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์มีโอกาสขึ้นหน้าแรก Google ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยทั่วไปหากเป็นคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันหนักๆนั้น มักจะต้องใช้ระยะเวลานานเป็นปีถึงจะทำให้เว็บไซต์ของเราขึ้นหน้าแรกได้ ซึ่งระยะเวลาก็มีความสำคัญมากในการทำอันดับ

สูตรเด็ดที่จะทำให้เว็บไซต์ของเราอยู่ในหน้าแรกของการค้นหา

สำหรับตอนนี้ถือว่าเป็นตอนที่ใครๆก็อยากรู้ เพราะเราได้รวบรวมสูตรเด็ดและวิธีการที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นหน้า 1 ของ Google มาให้แล้ว โดยสูตรนี้ถือเป็นสูตรเด็ดที่ใครรู้แล้วก็ต้องลองเอาไปใช้ รับรองว่าได้ผลจริงๆ ถ้าใช้แล้วได้ผลก็ให้ใช้สูตรนี้ต่อไป สามารถทำอันดับได้ทั้งหน้าหลักของเว็บไซต์และหน้าย่อยอื่นๆไปพร้อมกันก็ได้ โดยทั่วไปเราจะต้องพิจารณาตั้งแค่คีย์เวิร์ด ซึ่งหัวข้อของบทความต้องประกอบด้วยคีย์เวิร์ดหลักที่เราอยากให้คนค้นหาเจอ คีย์เวิร์ดเหล่านั้นจะต้องหาเจอในย่อหน้าแรกของบทความที่เราเขียน รวมไปถึงการปรับรูปแบบ url การทำ url ภาษาไทยจะได้ผลดีที่สุด พยายามอย่าทำให้ url ของเรายาวและจำยาก ถ้าไม่สามารถปรับ url ให้อยู่ในรูปภาษาไทยได้ก็ต้องเป็น url ที่สั้นๆเอาไว้ก่อน

หัวข้อบทความต้องมีคีย์เวิร์ดสำคัญ

หากคุณรู้แล้วว่าบทความของคุณจะต้องให้มีการค้นเจอโดยวิธีใด คุณจะต้องเริ่มโดยการเพิ่มคีย์เวิร์ดนั้นเอาไว้ในหัวข้อบทความได้เลย เพราะ Google จะทราบว่าจะทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกค้นเจอโดยคีย์เวิร์ดใดได้บ้าง ซึ่งตรงนี้สำคัญมากสำหรับการทำอันดับ ยิ่งเป็นคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันกันมาก หากบทความของเราขาดคีย์เวิร์ดดังกล่าวไป Google จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจะจัดอันดับเว็บไซต์ของเราให้ขึ้นหน้า 1 ในคีย์เวิร์ดใดได้บ้าง โอกาสที่เว็บไซต์ของเราไปแสดงในผลการค้นหาในคีย์เวิร์ดที่คาดหวังจึงมีน้อย แม้ว่าเราจะพยายามมากแค่ไหนที่จะทำอันดับด้วยวิธีต่างๆ ก็อาจได้ผลลัพธ์ไม่เท่ากับการใช้คีย์เวิร์ดไว้บนหัวข้อเนื้อหา

ปรับคำหลักที่อยากให้ค้นเจอให้มีในย่อหน้าแรก

ในบทความที่เราเขียน เราสามารถใส่คำและบรรยายอะไรไปได้เยอะมาก แต่สิ่งสำคัญที่เราห้ามลืมเพื่อให้บทความของเรามีอันดับที่ดีในคีย์เวิร์ดที่เราต้องการนั่นก็คือการนำคำหลักมาไว้ในย่อหน้าแรกของบทความ เพื่อให้ Google เข้าใจว่าบทความของเรามีความเกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดที่ต้องการทำอันดับอย่างแท้จริง ซึ่งหากบทความของเราขาดคีย์เวิร์ดสำคัญในย่อหน้าแรกไป ก็ยิ่งทำให้ Google มองว่าบทความของเราไม่มีความเกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดดังกล่าว ดังนั้นย่อหน้าแรกถือว่าสำคัญมาก ต่อให้เขียนเนื้อหายาวมากๆหรือเขียนแบบสั้นๆ ก็ไม่ควรพลาดที่จะวางคีย์เวิร์ดสำคัญไว้ในส่วนหนึ่งส่วนใดของเนื้อหา เพื่อกระตุ้นให้ Google จัดอันดับให้มีการค้นเจอจากคำดังกล่าวมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

การปรับแต่ง url ของบทความ

อีกอย่างที่มีความสำคัญในการปรับเว็บไซต์ของเราให้มีผลดีต่อการจัดอันดับของ Google นั่นก็คือการปรับ url ของบทความให้สื่อถึงคีย์เวิร์ดสำคัญ โดยทั่วไป กลุ่มบล็อกหรือ CMS สำเร็จรูปมักมีปลั๊กอินตรงนี้ให้เราสามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งและใช้งานในฟรีในการปรับให้ url ของเราเป็นภาษาไทย อย่าง WordPress ก็เป็น CMS ที่ช่วยปรับตรงนี้ได้ดีมากๆ ดังนั้นอย่าเสียโอกาสนี้ ให้ปรับ url ของเราเป็นหัวข้อของบทความเสียเลย เพราะเรามักใส่คีย์เวิร์ดในหัวข้อไว้แล้ว การนำไปทำ url ก็จะช่วยให้มีการค้นเจอจากคีย์เวิร์ดดังกล่าวได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ถ้าเราไม่สามารถปรับ url เป็นภาษาไทยได้นั้น ทางเลือกที่ดีในการแก้ปัญหาคืออาจใช้ url ภาษาอังกฤษ โดยนำคีย์เวิร์ดหลักในภาษาไทยมาแปลเป็นภาษาอังกฤษและใช้สร้างเป็นชื่อไฟล์ html หรือชื่อ url ของเราไปเลย เนื่องจาก Google ทราบดีว่าคีย์เวิร์ดทั้งไทยและอังกฤษสามารถแปลสลับกันไปมาได้ และรู้ว่าหน้าเว็บใดที่แสดงผลเป็นภาษาใด แต่ไม่ว่าอย่างไรหากเราสามารถทำให้ url เป็นภาษาไทยได้จะได้ผลดีที่สุดในการจัดอันดับการค้นหา

ปรับให้เว็บสามารถดูได้ในโทรศัพท์

อีกอย่างที่หลายๆเว็บไซต์กำลังทำกันตอนนี้นั่นก็คือการปรับให้เว็บไซต์สามารถดูได้ในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสำหรับนักพัฒนาเว็บไซต์คงทราบดีว่ามี Framework ออกมาเยอะแยะมากมายให้เราสามารถพัฒนาเว็บไซต์ให้รองรับกับระบบมือถือได้ และสามารถเปิดได้ดีในมือถือ Google จะให้การจัดอันดับที่ดีสำหรับเว็บไซต์ที่สามารถเข้าชมได้อย่างสมบูรณ์บนมือถือ หากเราลองค้นหาข้อมูลใน Google มีหลายครั้งที่คำที่ใช้ในการค้นหานั้นเป็นคำเดียวกัน แต่อันดับจากการค้นหาบนมือถือและอันดับจากการค้นหาในเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ตรงกัน ด้วยเหตุนี้เราจึงทราบกันได้เลยว่าเว็บไซต์ที่สามารถเปิดอ่านได้จากมือถือจะมีโอกาสที่จะได้รับการจัดอันดับบนโทรศัพท์มือถือได้ดีกว่าและเพิ่มช่องโอกาสในการค้นเจอมากกว่าด้วย ซึ่งเราจะต้องให้ความสำคัญกับการเปิดเว็บจากมือถือให้มาก เพราะว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้ไม่ได้มาจากคอมพิวเตอร์เหมือนในอดีต แต่ส่วนใหญ่มาจากมือถือแทบทั้งหมด คนใช้มือถือกันตลอดเวลา โดยทั่วไปมักมีการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อทำงาน แต่กลับใช้โทรศัพท์มือถือในการเปิดเว็บและสื่อบันเทิงกันมากขึ้น

ลิงค์ภายในเว็บไซต์

Google จะชอบเว็บไซต์ที่มีการลิงค์หากันเองในหน้าเพจ โดยเป็นการลิงค์ภายในเว็บไซต์เดียวกัน อาจเป็นการลิงค์หาบทความที่เกี่ยวข้องหรือลิงค์แนะนำบทความอื่นๆที่ควรอ่านต่อก็ได้ เนื่องจาก Google มองว่าเป็นการสร้างการเข้าถึงที่ง่ายขึ้นให้กับผู้ใช้งานเว็บไซต์ของเรา ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของเนื้อหาและหาคำตอบได้มากขึ้นจากข้อมูลเดิมที่มีอยู่ ถ้าเราไม่เข้าใจหลักการนี้ ขอแนะนำให้เข้าเว็บ Wikipedia และมองหาบทความสักหัวข้อ ลองเปิดอ่านดูและอ่านไปเรื่อยๆ จะเห็นว่า Wikipedia มีการเพิ่มลิงค์ภายในของคีย์เวิร์ดสำคัญต่างๆเอาไว้เยอะมาก ช่วยให้คนที่เข้ามาสามารถเปิดเข้าไปดูได้ง่าย ยังถือได้ว่าเป็นการย้ำคีย์เวิร์ดให้ Google มองบทความของเราในทางที่ดีอีกด้วย

ใช้บทความคุณภาพสูงในเว็บไซต์

สำหรับการเขียนบทความนั้นถือว่ามีความสำคัญมากๆ ไม่เพียงแต่เราจะเขียนให้มีคีย์เวิร์ดในย่อหน้าแรก หรือเขียนให้มีคีย์เวิร์ดสำคัญในหัวข้อเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญอีกประการที่เราจะต้องทำให้บทความเรามี นั่นก็คือคุณภาพของบทความ จะต้องเป็นบทความสดใหม่ ที่ไม่ได้มีการคัดลอกจากเว็บไซต์อื่นๆมาเผยแพร่ สิ่งในหัวข้อนี้สำคัญมาก การนำบทความจากเว็บอื่นๆมา แม้เราจะใส่อ้างอิง ก็ถือว่าเป็นบทความที่ซ้ำกันกับเว็บเหล่านั้น ทำให้ Google แทบจะไม่จัดอันดับให้เว็บไซต์ของเราอยู่ในอันดับที่ดีเลย ดังนั้นบทความสดใหม่เขียนเองสำคัญมาก นอกจากจะต้องเป็นบทความสดใหม่ที่เราเขียนขึ้นเองแล้ว สิ่งสำคัญในการเขียนบทความนั่นก็คือจำนวนคำของบทความ โดยทั่วไปบทความที่ดีที่จะทำให้ Google จัดอันดับให้บทความของเราอยู่ในอันดับต้นๆได้นั้นจะต้องมีจำนวนคำพอประมาณ ให้ดูตัวอย่างเว็บไซต์ Wikipedia เป็นตัวอย่างก็ได้ ไม่ว่าคีย์เวิร์ดไหน Wikipedia ติดอันดับต้นๆ แทบจะครองอันดับหนึ่งคีย์เวิร์ดหลักหมดทุกประเทศ นั่นเป็นเพราะจำนวนคำในบทความมีเยอะมากๆ ทำให้ Google จัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ดีเสมอ แต่ไม่ใช่ว่าจะเน้นจำนวนคำเยอะเสมอไป สิ่งสำคัญที่มาพร้อมกับบทความที่มาความยาวมากๆนั้นจะต้องเป็นประโยชน์ที่ผู้อ่านได้รับจากบทความของเรา Google รู้ดีว่าเว็บไซต์ใดที่ผู้ชมเข้าไปแล้วรีบถอยตัวออกกลับมาทันที เพราะเขียนเนื้อหาอ่านไม่ได้เรื่อง หรือเขียนวกไปวนไปจนไม่อยากเปิดอ่าน แต่หากเว็บไซต์ใดที่ได้เขียนบทความคุณภาพสูง ผู้อ่านเข้าไปอ่านแล้วได้ประโยชน์จากการอ่านบทความนั้น และใช้เวลาในบทความนั้นนานๆ Google จะเข้าใจเลยว่าบทความของเรามีคุณภาพสูงมาก ทำให้ Google ต้องการมอบประสบการณ์ที่ดีกับผู้ใช้งานจึงจัดอันดับเว็บไซต์ของเราให้อยู่ในอันดับต้นๆ ช่วยให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เว็บของเราก็จะขึ้นไปที่อันดับสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปเว็บไซต์ที่ดีต้องมีความยาวของคำตั้งแต่ 500 คำขึ้นไปในแต่ละบทความ บางเว็บไซต์จัดเต็มเขียนบทความ บทความละ 1 พัน ถึง 3 พันคำต่อบทความไปเลย ทำให้ Google มองว่าเราได้พัฒนาคุณภาพของบทความที่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้อย่างแท้จริงและจัดอันดับให้เว็บของเราอยู่ในอันดับที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทำ Guest Post เพื่อชวนคนหลั่งไหลเข้ามาเว็บไซต์ของเรา

เทคนิคอีกประการที่ใช้ในการเพิ่มผู้ชมและสร้าง Backlinks คุณภาพสูงกลับมายังเว็บไซต์ของเรา นั่นก็คือการทำ Guest Post หรือการสร้างเนื้อหาคุณภาพสูงไปโพสในบล็อกหรือเว็บไซต์ต่างๆที่เปิดโอกาสให้เราเข้ามาโพสฟรีและติด Backlinks เพื่อให้คนติดตามมายังเว็บของเราได้ อาทิเช่นการเขียนบทความใน Growthbee เป็นวิธีการหนึ่งในการทำ Guest Post โดยเราอาจจะเขียนบทความวิชาการหรือบทความให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ และติด Backlinks เอาไว้ นอกจากคนจะติดตามมาดูเว็บไซต์ของเราแล้ว เรายังได้ Backlinks คุณภาพสูงโดยที่ไม่ต้องลงทุนแม้แต่บาทเดียวอีกด้วย ขอเพียงให้เราผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพ คนอ่านได้ความรู้ก็เพียงพอแล้ว การทำ Guest Post ให้โอกาสเราในการติด Link เว็บไซต์ลงในบทความได้เลย ทำให้ผู้ชมเข้ามายังเว็บไซต์ของเราได้ง่ายในการคลิกลิงค์ระหว่างอ่านบทความ หากบทความของเรามีความน่าสนใจและเป็นประโยชน์ก็ย่อมมีผู้ติดตามกลับมาอยู่แล้ว นอกจากนี้การเลือกเว็บสำหรับทำ Guest Post นั้น เราจะต้องเลือกเว็บไซต์ที่เราเข้าไปเขียนบทความนั้นจะต้องเป็นเนื้อหาแนวเดียวกับเว็บของเราด้วย เพื่อให้เราได้ผู้ชมตรงกลุ่มเป้าหมาย และการจัดอันดับของ Google มีผลดีไปด้วย

การซื้อ Backlinks

ในอดีตการซื้อขาย Backlinks เป็นวิธีการที่ได้ผลมากที่หลายๆเว็บออกมาขาย Backlinks เพื่อให้เว็บไซต์ที่สนใจอยากทำอันดับที่ดีใน Google เข้ามาติด Backlinks แถมยังได้ผลดีมากๆ ทำให้เว็บไซต์ต่างๆ อันดับขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับติดจรวดไปเลย เพราะ Backlinks ที่ได้จากเว็บคุณภาพย่อมมาพร้อมกับความน่าเชื่อถือ แต่ในปัจจุบันนี้เราต้องยอมรับว่าการซื้อ Backlinks ไม่ได้ผลดีอีกต่อไป เพราะ Backlinks ที่ดีไม่จำเป็นต้องมาจากการซื้อขาย และการซื้อ Backlinks จากเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเราก็พลอยทำให้อันดับของเราตกหล่นลงไปอีกด้วย เราไม่จำเป็นต้องมองหาแหล่งซื้อขาย Backlinks เพื่อโปรโมทเว็บไซต์เหมือนเมื่อก่อน แต่เราสามารถผลิตเนื้อหาคุณภาพไปติดในเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อยิงลิงค์กลับมายังเว็บของเราก็ได้ แถมการทำเนื้อหาเพื่อไปสร้าง Guest Post ยังได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการซื้อ Backlinks อีกด้วย เราจึงไม่จำเป็นต้องไปซื้อ Backlinks อีกต่อไป ในเมื่อมีทางเลือกที่ดีกว่าแล้ว ที่สำคัญหากเราซื้อลิงค์มั่วๆจากเว็บต่างๆ ไม่ได้สนใจคีย์เวิร์ดสำคัญอะไรมากนัก หรือซื้อลิงค์จากเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องใดๆกับเว็บไซต์ของเราก็ไม่ได้ทำให้อันดับเว็บไซต์ของเราดีขึ้นแต่อย่างใด แถมยังไปทำลายอันดับของเว็บไซต์ที่ขาย Backlinks ให้กับเราอีกด้วย ทางที่ดีคือควรหลีกเลี่ยงให้ห่างไกลจากวิธีนี้ไว้ก่อนจะเป็นการดีที่สุด

นอกจากนี้การทำ SEO ที่ดีและเหมาะสมสำหรับการเขียนบทความคุณภาพ เราไม่ควรใส่คีย์เวิร์ดเดิมๆเยอะเกินไปจนทำให้ผู้อ่านรู้สึกรำคาญและไม่อยากอ่านบทความของเรา ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้อ่านรำคาญเท่านั้น แต่ยังทำให้ Google ไม่ชอบอีกด้วย เพราะเหมือนกับการจงใจกระตุ้นให้ Google จัดอันดับเว็บของเราในคีย์เวิร์ดดังกล่าวมากเกินไป ทางที่ดีสำหรับการเขียนบทความ ให้เราใส่คีย์เวิร์ดอย่างเป็นธรรมชาติเสียดีกว่า อาจเจาะจงเน้นสักครั้งในย่อหน้าแรก จากนั้นก็เขียนบทความให้เป็นสไตล์การเขียนปกติได้เลย