เตรียมพร้อมสู่การตลาด 4.0

      หลายคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการการตลาด อาจจะไม่คุ้นเคยกับ Marketing 4.0 หรือการตลาด 4.0 แต่คุ้นเคยกับ Thailand 4.0 ที่กำลังโปรโมทกันอย่างแพร่หลายแทน อย่างที่ทราบกันว่า Thailand 4.0 คือรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย ซึ่งเน้นหนักทางนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตสินค้า เพื่อนำมาขับเคลื่อนธุรกิจและบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีความเกี่ยวข้องกันกับการตลาด 4.0 ที่นำเทคโนโลยีมาใช้เช่นกัน และหากคุณเป็นพ่อค้าแม่ขายทั้งในโลกออนไลน์และห้างร้านควรจะรู้จักและคุ้นเคยกับคำนี้เอาไว้เพื่อก้าวทันโลกธุรกิจ

(ขอบคุณภาพจาก http://thaiembdc.org)

      Marketing 4.0 หรือการตลาด 4.0 นั้นได้รับการพูดถึงจากหนังสือ Marketing 4.0 ของ Philip Kotler เจ้าพ่อแห่งการตลาดชื่อดัง ก่อนหน้านี้เริ่มตั้งแต่ 1.0 ที่เน้นไปทางสินค้าและผลิตภัณฑ์ ต้องออกมาดี มีคุณภาพ ต่อมาเป็น 2.0 เน้นที่ผู้บริโภค เช่น ลูกค้าเป้าหมายชอบอะไร สนใจอะไรเป็นเศษ มาถึง 3.0 เน้นที่มนุษย์ มองลูกค้าเป้าหมายเป็นมนุษย์คนหนึ่งมีความต้องการเพิ่มเติมที่พ่วงมากับความจำเป็น หากมีบริการที่ดีกว่ามากโดยที่เสียเงินเพิ่มเพียงเล็กน้อยก็ยินดีที่จะจ่ายส่วนต่างนั้น และปัจจุบันคือ 4.0 เน้นที่การนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย โดยเฉพาะการสื่อสาร

      เทคโนโลยีกับการตลาด 4.0

      ปัจจุบันการสื่อสารผ่านโลกอินเตอร์เน็ตสามารถทำได้อย่างง่ายดาย ทุกวันเรากำลังสื่อสารกับผู้คนทั่วโลก ผ่านเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นต่างๆ มีหลายแบรนด์ที่ปรับตัวจากมีแค่หน้าร้านเพิ่มเป็นแพลทฟอร์มออนไลน์ แอพพลิเคชั่นใหม่ๆที่อำนวยความสะดวกให้เรามากขึ้น เช่น Netflix ที่มาเปลี่ยนประสบการณ์ดูหนังของเรา จากที่ต้องไปดูในโรงหนังหรือรอดูซีรีส์ตอนดึกๆ เพียงแค่สมัครเป็นสมาชิก เราก็นั่งดูหนังอยู่บ้านชิลๆได้แล้ว Grab ที่พาเราไปส่งทุกที่ ไม่ต้องไปง้อแท็กซี่ให้อารมณ์เสีย แถมเดี๋ยวนี้ยังมีบริการส่งอาหารอีกด้วย และอื่นๆ อีกมากมายที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากเทคโนโลยีแทบทั้งนั้น

      ในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยของเรา จะมีบทบาทการซื้อของกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น เพราะเกิดมาในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาพอดี เชี่ยวชาญในการใช้ช่องทางการสื่อสารต่างๆ จึงเป็นผู้ที่ทดลองหรือริเริ่มอะไรใหม่ๆ รู้ทันกระแสและเหตุการณ์ที่กำลังโด่งดังกันอยู่ เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ควรจะคำนึงถึงเรื่องการลงทุนอีกเป้าหมายหนึ่ง สำหรับผู้สูงอายุก็ไม่แพ้กัน เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้อายุยืนยาวขึ้นทั้งมาจากการรักษาโยคและยาปฎิชีวนะ และอัตราการเกิดมีน้อยกว่าอัตราการเสียชีวิต จึงทำให้มีผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก ในปัจจุบันกำลังซื้อของผู้สูงอายุเองก็มีไม่น้อย หากไม่ได้ซื้อเองก็จะมีลูกหลานคอยซื้อไปให้ กลุ่มเป้าหมายนี้จึงน่าลงทุนไม่แพ้กัน และกลุ่มเป้าหมายสุดท้ายคือ กลุ่มผู้ใช้งานในอินเตอร์เน็ต ทั้งนักรีวิว นักวิจารณ์ เพจต่างๆ ที่คอยซื้อของหรือเข้ารับบริการแล้วนำไปเขียนรีวิว ไปสร้างคอนเทนต์ ซึ่งเราอาจจะไม่ได้ขายให้กลุ่มนี้โดยตรง เมื่อพวกเขาซื้อสินค้าหรือได้รับบริการที่ดีก็จะนำไปรีวิวต่อ ซึ่งทำให้พวกเขาเป็นคนกระตุ้นให้ผู้ติดตามของพวกเขามาซื้อสินค้าของเราให้มากขึ้น

      พฤติกรรมการตลาด 5A’s

เมื่อเราสินค้าและบริการแล้วได้รับความรู้สึกที่ดี เราก็ใช้เทคโนโลยีในการบอกต่อโดยผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ ยุคก่อนเราจะบอกได้แค่ครอบครัวและคนรู้จัก การเดินไปบอกคนที่ไม่ได้รู้จักมักจี่ว่าสินค้าตัวนี้ดีไม่ดี ควรจะใช้ต่อหรือโยนทิ้งไปก็เป็นเรื่องไม่ควร แต่ตอนนี้จนเกิดเป็นพฤติกรรมการตลาดแบบใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า 5A’s

(รูปที่ 5.2 Mapping the Customer Path throughout the Five A’s
จากหนังสือ Marketing 4.0 โดย Philip Kotler, Hermawan Kartajaya,
Iwan Setiawan)

1) Aware อยู่ในช่วงโปรโมท เพื่อให้ลูกค้ารับรู้ว่ามีแบรนด์ของเราอยู่บนโลกนี้

2) Appeal ทำให้ลูกค้าสนใจในแบรนด์ของเรา ต้องการสินค้าและบริการจากแบรนด์ของเรามากกว่าเมื่อเทียบกับเจ้าอื่น

3) Ask เมื่อต้องการแล้ว ก็อยากจะรู้เรื่องอื่นตามมา เช่น สินค้าจะมีคุณภาพรึเปล่า ซื้อจากที่ไหนถูกกว่า โดยจะถามครอบครัว เพื่อน คนรู้จัก รวมถึงค้นหาจากเว็บไซต์ของแบรนด์และเว็บไซต์อื่นๆ

4) Act การตัดสินใจซื้อหรือเข้ารับการบริการ ซึ่งการตลาดยุคเก่าจะจบที่ตรงนี้ เพราะถือว่าปิดการขายได้แล้ว แต่การตลาด 4.0 จะมีเพิ่มในข้อต่อไป

5) Advocate พฤติกรรมสุดท้ายคือการบอกต่อ ลูกค้าที่จงรักภักดีในแบรนด์จะไม่เพียงแต่ซื้อสินค้านั้นไปตลอด แต่ยังแนะนำสินค้านั้นให้คนอื่นอีกเป็นทอดๆ จะเป็นการแนะนำแบบปากต่อปาก จนไปถึงการรีวิวในโลกออนไลน์ที่มีเทคโนโลยีช่วยในการสื่อสารเป็นสำคัญ ยิ่งมีหลายคนรีวิว คนก็อยากใช้ตามมากขึ้น แม้ว่าเราจะไม่ได้รู้จักกับคนที่รีวิวก็ตาม

พฤติกรรมการตลาดนี้อาจไม่เรียงตามลำดับ สลับไปมา หรืออาจจะข้ามขั้นตอนไปเลยก็ได้ เช่น เราไปเจอหนังสือที่แนะนำจากเฟซบุคเพจแล้วเกิดความสนใจจึงกดปุ่มซื้อที่เลยที่หน้าเฟซบุคเพจนั้น จะเรียงจาก Advocate > Appeal > Act

สร้างความผูกพันกับลูกค้าแบบการตลาด 4.0

1. ทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ การตลาดในปัจจุบันมีแค่หน้าร้านยังไม่พอ เพราะเดี๋ยวนี้ผู้คนชอบซื้อผ่านอินเตอร์เน็ต การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายต้องรวมช่องทางออนไลน์ไว้ด้วย บางคนอยากทราบรายละเอียด กดค้นหาไม่กี่คลิกก็เจอ บางคนสนใจอยากลอง อยากใช้สินค้า เพียงจิ้มไม่กี่ครั้งก็ได้สินค้านั้นมาครอบครอง ไม่ต้องขับรถเสียค่าน้ำมันไปดูถึงหน้าร้าน บางคนเพิ่งทราบว่ามีสินค้าตัวนี้ก็เมื่อดาราศิลปินที่ชื่นชอบมารีวิวในเพจเฟซบุค ด้วยความชื่นชอบก็ไปซื้อมาใช้ตาม อยากได้สะดวกกว่านั้นก็ผ่านแอพพลิเคชั่น ซึ่งเป็นแพลทฟอร์มที่ง่ายต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้นอีก และยังมีแพลทฟอร์ม E-Commerce ที่มีแคมเปญลดราคา ค่าส่งฟรี โปรโมชั่นเพียบ เช่น Shopee, Lazada, Zalora ฯลฯ

2. เชื่อมหน้าร้านกับเว็บเพจเข้าด้วยกัน สินค้าบางอย่าง เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า รถยนต์ หรือแม้แต่เสื้อผ้า รองเท้า ลูกค้าจะสนใจอยากมาดูสินค้าจริงด้วยตัวเอง อาจเพราะกลัวได้ไม่ตรงสเปกที่เลือกไว้ ขนาดไม่ตรงไซส์มาตรฐาน สีเพี้ยนจากสีจริง บางคนก็ชอบที่จะเลือกสินค้าหน้าร้านมากกว่า ได้หยิบได้จับได้สัมผัสของจริงแล้วมีแรงจูงใจในการซื้อมากกว่าแม้ว่าจะมีเว็บไซต์ที่ให้รายละเอียดไว้แล้วก็ตาม ลูกค้าบางรายก็เน้นเรื่องราคาเป็นหลัก ซื้อที่ไหนถูกจะซื้อที่นั่น มาถึงหน้าร้านแล้วแต่ในเว็บดันจัดโปรโมชั่นพอดี ก็กดซื้อในเว็บทั้งที่ยืนอยู่หน้าร้านนั่นแหละ จึงเป็นเหตุผลว่าเราควรจะเชื่อมโยงทั้งหน้าร้านและเว็บเพจเข้าด้วยกันเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละประเภท

3. สร้างประสบการณ์เสมือนจริง หลายแบรนด์เริ่มใช้เทคโนโลยีสำหรับเรื่องนี้มากขึ้น เพราะคิดว่าแค่หน้าร้านหรือออนไลน์ยังไม่พอที่จะสร้างความผูกพันให้ลูกค้าได้ การสร้างประสบการณ์ใหม่ก็เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่ดีอีกหนึ่งอย่าง เพื่อช่วยให้ลูกค้าจดจำเราไปได้ตลอด ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์เสื้อผ้าสร้างแอพพลิเคชั่นจำลองการใส่จริง ให้เรากรอกข้อมูลสัดส่วนของเราและลองเสื้อผ้าแบรนด์นั้น ว่าใส่แล้วพอดีตัวหรือไม่ สีดูจืดชืดหรือฉูดฉาดเกินไปไหม แบรนด์เครื่องสำอางออกแบบแอพพลิเคชั่นที่เราสามารถใช้เครื่องสำอางแบรนด์นั้นระบายบนหน้าของเราดูก่อนจะตัดสินใจซื้อได้ แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ก็มีแอพพลิเคชั่นจำลองสินค้าจริงว่าเมื่ออยู่ในบ้านเราจะเป็นอย่างไร ใหญ่เกินไปรึเปล่า สีเข้ากับผนังบ้านไหม แม้แต่แบรนด์อุปกรณ์กีฬาชนิดต่างๆ ก็ได้จำลองการเล่นกีฬาโดยใช้อุปกรณ์นั้นๆ รุ่นนี้หนักหรือเบา จับถนัดมือไหม ลองเล่นแล้วชอบรึเปล่า

4. เปิดรับความคิดเห็น อย่างที่กล่าวมาข้างต้น การบอกต่อ การรีวิว การวิจารณ์เกิดขึ้นในวงกว้างผ่านโซเชียลมีเดีย ในฐานะผู้ประกอบการควรจะเปิดรับทุกความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นในด้านดีหรือไม่ดี ถ้าความคิดเห็นในด้านดี ก็ยิ่งกระตุ้นให้คนสนใจ แต่ถึงเป็นความเห็นในด้านที่ไม่ดี ก็ยังดีกว่าสินค้าที่ไม่มีความคิดเห็นเลย นอกจากนี้เรายังสามารถพัฒนาสินค้าได้ตรงจุดเพราะได้รับความคิดเห็นในด้านการปรับปรุงจากลูกค้าอีกด้วย จากประสบการณ์ตรงของเรา เคยซื้อเครื่องสำอางตามบล็อกเกอร์คนหนึ่งโดยที่เราไม่เคยไปดูของจริง ไม่เคยสัมผัสเนื้อครีม ไม่เคยเห็นสีจริง พอได้มาเราคิดว่าทุกอย่างดีแต่สีมันเข้มไป หลังจากนั้นเครื่องสำอางชิ้นไหนที่บล็อกเกอร์คนนั้นบอกว่าสีอ่อน เราซื้อตามแทบจะทุกอย่างเลย เพราะเราคิดว่าเป็นสีที่พอดีกับเรา

แบรนด์ควรสร้างช่องทางการติดต่อกับลูกค้า จากเว็บไซต์ของแบรนด์โดยตรง จากเว็บเพจของแบรนด์ จากทวิตเตอร์ของแบรนด์ หรือจากตัวแทนการขาย เช่น Sephora ร้านขายเครื่องสำอางชื่อดัง เว็บไซต์จะมีช่องทางสนทนาให้ลูกค้าได้ถาม-ตอบปัญหาและข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวสินค้า หรือรายละเอียดที่ไม่ได้มีในเว็บไซต์ ปัญหาส่วนตัวที่เกี่ยวกับเครื่องสำอางหรือการแต่งหน้า จึงดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาในเว็บไซต์มากขึ้น อีกหนึ่งแบรนด์ที่ใช้โซเชียลมีเดียติดต่อกับลูกค้าได้ดีก็เห็นจะเป็น KFC ร้านขายไก่ทอดชื่อดัง เฟซบุคเพจของไทยได้มีการอัพเดตโปรโมชั่นและสินค้าใหม่อยู่เสมอ ทำให้มีคนมาแสดงความคิดเห็นอยู่เป็นประจำ จะเป็นความเห็นด้านบวกหรือความเห็นกวนประสาท แอดมินก็ตอกกลับไปได้อยู่หมัด แถมยังตบท้ายเกือบทุกครั้งว่าให้มาลองกินไก่ทอดที่ร้านดูสักครั้ง เมื่อมีลูกค้าอยากมาแสดงความคิดเห็นมากขึ้นเท่าไร ไม่ว่าจะอยากให้ปรับปรุงเรื่องอาหารบริการหรืออยากต่อปากต่อคำกับแอดมินก็ตามแต่ ก็จะดึงดูดลูกค้าเข้ามาในเพจมากขึ้น ได้เห็นสินค้าของแบรนด์ทุกวัน

5. เทคนิค WOW เป็นความรู้สึกดีเยี่ยมหรือสิ่งที่ไม่ได้คาดหวังจากสินค้าและบริการนั้นๆ เป็นประสบการณ์ตรงเมื่อตอนเด็ก เราไปเดินห้างสรรพสินค้าโซนของเล่น เจอของเล่นชิ้นหนึ่งอยากได้มากและกำลังลดราคา แม่บอกให้เราเก็บตังค์ ซึ่งเราก็มีความพยายามมาก เราเก็บจนครบและกลับไปที่โซนของเล่นอีกครั้ง หยิบของเล่นไปจ่ายเงินทันที และต้องทำหน้าหงอยเมื่อพนักงานบอกว่าเวลาโปรโมชั่นหมดลงแล้ว ซึ่งเราจะได้ของเล่นชิ้นนั้นไปครอบครองเมื่อเราจ่ายในราคาปกติ แต่เหมือนฟ้ามาโปรด ผู้จัดการแผนกเดินมาและแก้ราคาของเล่นให้เราเป็นราคาที่ลดแล้ว หลังจากนั้นเราก็ไปซื้อของเล่นจากห้างสรรพสินค้านั้นตลอดมา

การตลาดในยุคสมัยนี้เน้นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคให้มากขึ้นจากช่องทางต่างๆ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ยุคก่อนที่ว่าสินค้าดีก็ขายได้ อยู่ได้ด้วยตัวมันเองแล้ว แต่ปัจจุบันสินค้าบางตัวไม่ได้ถึงกับดีเยี่ยมก็ทำกำไรให้ผู้ประกอบการเป็นกอบเป็นกำ ยุคนี้เป็นยุคของข้อมูล ใครมีข้อมูลมากก็ชนะ พอมีข้อมูลมีรายเอียดก็จะดึงดูดคนเข้ามาอ่าน เข้ามาเผยแพร่ข้อมูลนั้น แล้วจึงเกิดการซื้อขายไปจนถึงการบอกต่อ หากเราเริ่มตั้งแต่สินค้าดีจนทำให้ลูกค้าซื้อและบอกต่อกันไปได้เรื่อยๆ จึงจะเป็นความสำเร็จของการตลาด 4.0

ไม่ต้องจ้างแพงอีกต่อไป! สร้าง Infographic ด้วยตัวคุณเองจากเครื่องมือเหล่านี้

สำหรับยุคที่ข้อมูลเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การรับรู้ข้อมูลและประมวลผลจึงต้องมีความรวดเร็วมากขึ้นเพื่อให้ทันเหตุการณ์ ยิ่งข้อมูลน่าสนใจและอ่านง่ายก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านมากขึ้นเท่านั้น หากการย่อยข้อมูลให้เหลือเพียงหน้าเดียวและมีสีสันน่าอ่าน คงจะดีไม่น้อย

Infographic คือ การนำข้อมูลมาเสนอในแบบของรูปภาพ เพื่อให้อ่านง่ายและประหยัดเวลาในการอ่าน อาจมีแผนภูมิหรือกราฟแทรกอยู่ด้วย ในปัจจุบันนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นสรุปเหตุการณ์บ้านเมือง ข่าวซุบซิบดารานักร้อง ข้อมูลวิชาการ รวมไปถึงการโปรโมทสินค้า ซึ่งเป็น Content Marketing ที่แต่ก่อนต้องจ้างกันแพง แต่วันนี้ทางเรามีตัวช่วยมาเสนอค่ะ

1. Canva

      เครื่องมือออกแบบกราฟฟิกที่มีแม่แบบให้เลือกเยอะและสวยมาก มีตั้งแต่ เรซูเม่ ประกาศนียบัตร แบนเนอร์ต่างๆ และ infographic คือหนึ่งในนั้น เพียงแค่คุณใส่ข้อมูลในแม่แบบที่เลือกไว้ จัดเรียงนิดหน่อยก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย นอกจากนี้ยังเลือกได้ว่าจะบันทึกเป็น PNG JPG หรือ PDF สำหรับการเริ่มต้นใช้งานก็ฟรี มีภาพถ่าย ภาพวาด และไอคอนให้เลือกใช้มากมาย ส่วนแม่แบบหรือรูปภาพที่มีสัญลักษณ์ $ คือ จ่าย 1$ ต่อการนำมาใช้ 1 ครั้ง ถ้ายังไม่ถูกใจก็สามารถอัพโหลดกราฟฟิกของเราลงในแม่แบบได้อีกด้วย

      มาถึงข้อเสียกันบ้าง เครื่องมือนี้ไม่ค่อยรองรับฟอนต์ภาษาไทย แต่ด้วยความที่กราฟฟิกและแม่แบบสวย ใช้วิธีบันทึกไฟล์ที่มีแค่รูป แล้วใช้ Photoshop หรือโปรแกรมอื่น เช่น Paint Powerpoint ในการใส่ตัวอักษรภาษาไทยก็ได้ และถ้าสมัครสมาชิกแบบเสียเงินจะมีสิทธิพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติมอีก สำหรับมือใหม่อาจยังไม่จำเป็นเท่าไรนัก

2. Easelly

      สร้าง Infographic จากแม่แบบที่มีอยู่ได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องลงทะเบียน มีไอคอน กราฟฟิก รูปภาพให้เลือกใช้เพื่อแก้ไขแม่แบบให้ได้ตามต้องการ อัพโหลดกราฟฟิกของเราลงไปได้เช่นเดียวกับ Canva กราฟ แผนภูมิ เครื่องมือครบสุดๆ เริ่มต้นก็ฟรีอีกเช่นกัน หากต้องการเข้าถึงแม่แบบมืออาชีพ จะจ่ายเงิน 3$ ต่อเดือน ข้อเสียคือแม่แบบฟรีที่มีให้เลือกใช้ไม่ค่อยสวย จึงต้องการการปรับแต่งเยอะเป็นพิเศษ

3. Infogram

      จากชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเน้นเรื่องแผนภูมิ กราฟและแผนภูมิของเครื่องมือนี้ถือว่าสวยงามมากและมีให้เลือกหลากหลายแบบ แนะนำสำหรับ Content Marketing ที่ใช้ข้อมูลตัวเลขเยอะ สามารถเชื่อมต่อกับไฟล์ Excel ได้ ไม่ต้องพิมพ์ข้อมูลหลายครั้งให้เสียเวลาและป้องกันความผิดพลาด เมื่อนำข้อมูลนั้นมาสร้างเป็น Infographic รับรองว่าไม่แพ้มืออาชีพแน่นอน

      เริ่มต้นฟรี แต่ข้อเสียคือไม่สามารถนำออกจากเว็บได้ถ้าคุณไม่ยอมเสียเงิน  นอกจากนั้นคุณยังต้องจ่ายถึง 67$ เพื่อนำโลโก้ออกจาก Infographic ที่เราออกแบบเสร็จแล้ว ซึ่งแพงกว่าเครื่องมืออื่น

4. Piktochart

      เครื่องมือสำหรับการทำ Infographic โดยเฉพาะ แม่แบบก็สวย เริ่มใช้งานก็ฟรี แต่มีเงื่อนไขสำหรับจำนวนแม่แบบ การนำออกและโลโก้ที่ติดมากับแม่แบบ หากจะนำโลโก้ออกจะต้องซื้อแพกเกจแบบโปรราคา  29$ ต่อเดือน ข้อเสียคือไม่สามารถอัพโหลดฟอนต์ของเราเองมาใช้กับเครื่องมือนี้ได้ แม้ว่าจะจ่ายแพกเกจแพงที่สุดที่มีแล้วก็ตาม ซึ่งมีวิธีแก้ไขคือ ถ้าคุณใช้เวอร์ชันฟรีอยู่ ให้บันทึกเป็น PNG แล้วแก้ไขต่อที่โปรแกรมอื่น สำหรับแพกเกจไลท์อยู่ที่ 15$ ต่อเดือนสามารถบันทึกเป็น PDF ได้และมีแม่แบบให้เลือกเพิ่มขึ้น สำหรับมือใหม่ไม่ได้ใช้บ่อย แพกเกจฟรีถือเป็นตัวเลือกที่ดีในการฝึกหัดใช้งาน

5. Venngage

      เครื่องมือนี้คือการผสมผสานของความสามารถในการประมวลผลข้อมูลออกมาในรูปของแผนภูมิอย่าง Infogram กับกราฟฟิกมืออาชีพของ Canva และแม่แบบที่สวยงามของ Piktochart อย่างลงตัว เริ่มต้นฟรีแต่ต้องเสียเงินสำหรับการนำโลโก้ออกเช่นเคย สำหรับแพกเกจมืออาชีพราคาเพียง 19$ ต่อเดือนเพื่อนำโลโก้ออก ซึ่งถูกกว่าเมื่อเทียบกับเครื่องมืออื่น นอกจากนี้ยังมีแพกเกจธุรกิจ 39$ ให้เลือกใช้เพื่อการใช้งานที่มากขึ้นด้วย

6. Visme

      เครื่องมือออกแบบกราฟฟิกเช่นเดียวกับเครื่องมืออื่นๆ ไม่ได้เน้นอะไรเป็นพิเศษ เริ่มต้นใช้งานได้ฟรีเช่นกัน ข้อเสียคือมีแม่แบบให้เลือกใช้น้อย และบันทึกเป็น PDF ไม่ได้ และถ้าคุณยังอยู่ในเวอร์ชันฟรีจะถูกจำกัดการใช้งานแค่ 3 งานเท่านั้น

      ข้อควรระวังในการใช้คือ เน้นที่เนื้อหาเป็นส่วนสำคัญ ควรเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน อย่าลืมว่าจุดประสงค์ของ Infographic คือ ช่วยให้ข้อมูลอ่านง่าย เข้าใจได้อย่างรวดเร็วและควรจบภายในหน้าเดียว เนื้อหาที่เป็นตัวอักษรไม่ควรเยอะเกินไป ควรจะสั้นและกระชับ นอกจากนี้ควรอ่านข้อมูลหรือเนื้อหาที่จะใช้ในการออกแบบให้เข้าใจก่อนแล้วค่อยเลือกรูปแบบของ Infographic เรื่องสีสันก็สำคัญไม่แพ้กัน การเลือกสีที่ตัดกันจนเกินไปทำให้ลายตา อ่านยาก แต่การเลือกสีไปในแนวทางเดียวกันโดยไม่เน้นส่วนไหนเลยก็ดูน่าเบื่อ

สำหรับเครื่องมือที่นำเสนอไปแล้วนั้น ควรพิจารณาว่าเลือกใช้เครื่องมือใดจะเหมาะกับรูปแบบของข้อมูล แต่ละเครื่องมือจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป การใช้งานง่ายและซับซ้อนในบางฟังก์ชัน แม้แต่ราคาที่จะจ่ายออกไป เป็นข้อดีที่ทุกเครื่องมือมีให้ลองใช้ฟรี ดังนั้นควรศึกษาและลองใช้ดูก่อนเพื่อเป็นตัวเลือกสำหรับการใช้งานเมื่อเป็นมืออาชีพต่อไป